การปลูกเสาวรส

8

เสาวรส มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Passion Fruit ( แพสชั่นฟรุต ) หรือชื่อเรียกทั่วไปว่า กะทกรกฝรั่ง มี 2 ชนิดคือ ผลสีม่วง ( Passiflora edulis ) และผลสีเหลือง ( P.edulis f. flavicarpa )

นอกจากนั้นมีพันธุ์ลูกผสม ระหว่างสีเหลืองและสีม่วงที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าพันธุ์เดิม ชนิดของเสาวรสแบ่งตามการใช้ประโยชน์ได้ดังนี้

1. ใช้รับประทานสด ได้แก่ชนิดผลสีม่วง ผลจะมีลักษณะกลมหรือรูปไข่ เส้นผ่าศูนย์กลางผลประมาณ 4 – 5 ซม. น้ำหนักผลประมาณ 50 -60 กรัม เมื่อสุกผลจะมีสีม่วงเข้ม มีรสหวานและกลิ่นหอมกว่าชนิดผลสีเหลือง นิยมนำมารับประทานผลสด

2. ใช้แปรรูป ได้แก่ชนิดผลสีเหลือง ซึ่งจะมีขนาดโตกว่าผลสีม่วง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 ซม. น้ำหนักผลประมาณ 80 – 120 กรัม ผลสุกมีสีเหลืองและเปลือกหนา เนื้อในให้น้ำคั้นที่มีความเป็นกรดสูงกว่าชนิดสีม่วง มีรสเปรี้ยว จึงเหมาะสมสำหรับการแปรรูปเป็นเครื่องดื่มน้ำผลไม้

เสาวรสชนิดผลสีเหลือง พบว่ามีความทนทานต่อโรคต้นเน่า เถาเหี่ยว โรคไวรัส          และทนต่อไส้เดือนฝอย ได้ดีกว่าพันธุ์สีม่วง จึงนิยมใช้เป็นต้นตอในการเสียบกิ่งหรือต่อกิ่งของพันธุ์สีม่วง นอกจากนี้การผสมเกสรก็ต่างกันระหว่างทั้ง 2 ชนิด กล่าวคือชนิดผลสีม่วงสามารถผสมตัวเองได้ ดอกจะเริ่มบานในตอนเช้า ส่วนพันธุ์สีเหลือง จะเริ่มบานตั้งแต่เที่ยงวันเป็นต้นไป ส่วนใหญ่ผสมตัวเองไม่ติด ต้องผสมเกสรข้ามต้น ส่วนมากจะมีแมลงภู่ช่วยผสมเกสร การผสมเกสรโดยใช้มือช่วย จะทำให้ผลมีขนาดใหญ่ และน้ำหนักผลจะสูงกว่าผลที่ได้รับการผสม โดยธรรมชาติ

การขยายพันธุ์

การปลูกเสาวรสเพื่อการค้า หรือส่งโรงงานส่วนใหญ่ปลูกโดยการใช้เมล็ด ซึ่งเป็นเมล็ดที่เหลือจากการผลิตน้ำผลไม้ เมล็ดที่นำไปเพาะจะงอกภายในระยะเวลา 2 – 4 สัปดาห์ หากเก็บไว้นาน ความงอกจะลดลง เมื่อนำไปปลูกในแปลง 4 – 5 เดือน เสาวรสจะเริ่มออกดอกและติดผล ระยะจากการออกดอกและติดผล จนเก็บเกี่ยว ใช้เวลาประมาณ 50 – 70 วัน การขยายพันธุ์โดยการปักชำและเสียบยอดจะทำให้ได้ต้นพืชที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์และให้ผลผลิตเร็วกว่าการปลูกโดยใช้เมล็ด การเสียบยอดนิยมใช้กับพันธุ์สีม่วงโดยใช้พันธุ์สีเหลืองเป็นต้นตอ

พื้นที่ปลูก

เสาวรสสามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ โดยพันธุ์สีม่วงสามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ดีบนที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร ส่วนพันธุ์สีเหลืองจะเจริญได้ดีในที่ราบต่ำ ในเขตที่ฝนตกชุก เสาวรสจะติดผลไม่ดีนัก เนื่องจากละอองเกสรจะถูกทำลายโดยน้ำฝน พื้นที่ปลูกควรมีแสงแดดจัด

การปรับปรุงดินและการใส่ปุ๋ย

เสาวรส สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินหลายชนิด ไม่ควรปลูกในดินที่ระบายน้ำเลว ชนิดผลสีเหลืองจะทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศและปรับตัวได้ดี มีผลผลิตสูง

กว่าชนิดผลสีม่วง เสาวรส สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่เป็นกรด แต่ถ้าค่าความเป็นกรด ( pH ) ต่ำกว่า 5.5 ควรจะใส่ปูนขาวลงไปด้วย การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารหลักครบได้แก่สูตร 13 – 13 – 21 อัตรา 1 กก. / ต้น โดยแบ่งใส่ 4 ครั้ง / ปี และควรเพิ่มปุ๋ยไนโตรเจนให้แก่พืช ในช่วงต้นฤดูฝน เพื่อให้พืชสร้างทรงพุ่มและมีการสะสมอาหาร ก่อนการออกดอกติดผล

ระบบการปลูก

ทรงต้นและการทำค้าง : ระยะปลูก มีตั้งแต่ 3 – 6 เมตร เนื่องจากเสาวรสมีลำต้นเป็นเถาเลื้อยจึงควรมีการทำค้างแบบซุ้ม จะทำให้ได้ผลผลิตที่สูงกว่าการทำค้างแบบอื่น เกษตรกรต้องลงทุนทำค้างในปีแรกและเนื่องจากเสาวรสจะออกดอกในกิ่งที่แตกใหม่เท่านั้น จึงต้องมีการตัดแต่งกิ่งในปีต่อมา หลังจากการเก็บเกี่ยว ผลผลิตแล้ว ( ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ) เพื่อบังคับให้แตกยอดใหม่ ซึ่งจะทำให้ผลผลิตสูงกว่าเดิม และสูงกว่าต้นที่ไม่ได้ตัดแต่งกิ่ง แต่ไม่ควรตัดหนักเกินไป เพราะจะทำให้ต้นโทรมแห้งตายได้ในภายหลัง

การให้น้ำ

เสาวรสมีความต้องการน้ำมากในช่วงของการออกดอก ติดผลไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว ในพื้นที่ปลูกที่อาศัยน้ำฝนเสาวรสจะให้ผลผลิตมาก ตั้งแต่เดือน กันยายน – ธันวาคม หลังจากนั้นจะกระทบแล้ง ผลเสาวรสจะร่วงหล่นก่อนแก่ และชะงักการเจริญเติบโต พอเข้าฤดูฝนก็จะแตก กิ่งก้าน สาขาใหม่ ถ้าหากสามารถให้น้ำแก่เสาวรสได้ตลอดปี จะทำให้มีผลผลิตทยอยออกทั้งปีได้ เสาวรสเป็นพืชที่มีระบบรากตื้น ดังนั้นจึงควรมีการคลุมโคนต้นในช่วงฤดูแล้ง เพื่อรักษาความชื้นในดิน

ศัตรูและการป้องกันกำจัด

โรคร้ายแรงที่พบในแหล่งปลูกใหญ่ๆคือ โรคใบหงิกที่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะและติดต่อได้ ถ้าใช้เครื่องมือตัดแต่งกิ่งร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีพืชอาศัยตระกูลแตงและฟักทอง โรคนี้จะแสดงอาการรุนแรงในช่วงอากาศเย็น ทำให้ใบด่าง หงิกและงอ ขนาดของผลเล็กลง โรคสำคัญอีกโรคหนึ่งคือ โรคจุดสีน้ำตาลเกิดจากเชื้อรา มีอาการใบร่วงและจุดสีน้ำตาลที่ผล ป้องกันโดยฉีดพ่นด้วยสารประกอบ

คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ แมลงศัตรูที่พบได้แก่ แมลงวันทอง ซึ่งจะเจาะผลอ่อนให้เป็นรูเล็กๆ และอาจทำให้ผลเหี่ยวและร่วงหล่นไป

การเก็บเกี่ยว

เสาวรสที่ต้องนำผลผลิตเข้าโรงงานเพื่อแปรรูป ปกติจะเก็บเกี่ยวผลที่สุกแก่และร่วงหล่นลงดิน ทุก 2-3 วัน โดยผลมีอายุ 50-70 วัน หลังดอกบานหรือถ้าสามารถเก็บผลจากต้นเมื่อผลเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองหรือสีม่วงแล้ว 25 % และสามารถเก็บไว้ได้นาน 1 สัปดาห์ โดยไม่มีผลเสียต่อคุณภาพน้ำคั้น แต่จะมีกลิ่นแรงกว่าผลที่เก็บจากต้นใหม่ๆ

ต้นทุนและผลผลิต

ค่าลงทุนส่วนใหญ่ในปีแรกจะเป็นค่าจัดทำค้าง ผลผลิตจะติดผลดก ในฤดูร้อนมากกว่าฤดูหนาว ในพื้นที่ที่เหมาะสมผลผลิตที่ได้อยู่ระหว่าง 2-4 ตัน/ไร่ ราคาขายส่งสำหรับโรงงานทำน้ำผลไม้ อยู่ระหว่าง 3.50-5.50 บาท/กก. ส่วนชนิดผลสีม่วงที่ใช้บริโภคสดจะมีราคาสูงกว่า

สำหรับเสาวรส หรือแพสชั่นฟรุต ปลูกอยู่ที่สถานีทดลองเกษตรที่สูงแม่จอนหลวง มี 3 พันธุ์ เป็นพันธุ์จากฮาวายและออสเตรเลีย ซึ่งจะให้ผลสีม่วง เนื้อในเป็นสีเหลืองมีน้ำฉ่ำมาก ใช้รับประทานผลสด ส่วนพันธุ์ไทยจะมีผลสีเหลือง มีรสเปรี้ยว ใช้ทำเครื่องดื่มดี นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ผสมที่ให้ผลสีม่วงปนเหลือง ให้รสชาติผสมผสานระหว่างเสาวรสทั้งสองพันธุ์ดังกล่าว

Posted in Uncategorized | Tagged , , | Comments Off

เทคนิคการผลิตไม้ผลนอกฤดู ของมะม่วง

P12501J

เทคนิคการผลิตไม้ผลนอกฤดู ของมะม่วง

มะม่วงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญมากชนิดหนึ่งของประเทศไทย และมีการปลูกกันมาช้านาน รวมทั้งมีพันธุ์มะม่วงต่างๆ มากมาย ในบรรดามะม่วงสายพันธุ์ต่างๆ เหล่านี้มีบางสายพันธุ์ ที่สามารถออกดอกได้ โดยไม่จำกัดฤดูกาล เรียกว่า “มะม่วงทะวาย” มะม่วงทะวายมีหลายสายพันธุ์ ที่ปัจจุบันมีการปลูกกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ทะวาย ฟ้าลั่น โชคอนันต์ หนองแซง เป็นต้น เนื่องจากมะม่วงสายพันธุ์ทะวายเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องอาศัยอากาศเย็นในการออกดอก ดังนั้น การใช้วิธีงดการให้น้ำเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอ ที่จะบังคับให้มะม่วงออกดอกตามต้องการได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูฝน มะม่วงเหล่านี้ ก็มักไม่ออกดอก เนื่องจากมีน้ำมากเกินไป

วิธีการบังคับให้มะม่วงออกดอกที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน คือ การใช้สารเคมี ที่ช่วยลดการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลินในพืช เนื่องจากพบว่า การออกดอกของมะม่วงจะเกิดขึ้น เมื่อปริมาณฮอร์โมนจิบเบอเรลลินลดต่ำลง สารที่นิยมใช้กันมาก ในกรณีนี้คือ สารแพกโคลบิวทราโซล ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง ในการลดการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน วิธีการให้สารที่นิยมทำกันคือ ผสมสารในน้ำ แล้วราดไปที่โคนต้น มะม่วงจะออกดอกได้หลังจากให้สารแล้ว ประมาณ ๒ – ๔ เดือน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ สำหรับพันธุ์ที่มีลักษณะเป็นพันธุ์ทะวาย หรือพันธุ์ที่ออกดอกง่าย เช่น น้ำดอกไม้ ฟ้าลั่น หนองแซง ก็สามารถออกดอกได้ หลังจากการให้สารแล้ว ประมาณ ๒ เดือน แต่หากเป็นพันธุ์ที่ออกดอกได้ยาก เช่น มะม่วงพันธุ์เขียวเสวย หนังกลางวัน อาจต้องใช้เวลาประมาณ ๓ – ๔ เดือน จึงจะออกดอกได้

Posted in Uncategorized | Tagged , , | Comments Off

ปลูกผลไม้ เกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่”

13

ทฤษฎีใหม่” เป็นแนวทางหรือหลักในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรินี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบาก ให้สามารถผ่านช่วงวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก

การดำเนินงานตามทฤษฎีใหม่มี 3 ขั้นตอน คือ

1 ) การผลิต ให้พึ่งตนเองด้วยวิธีง่าย ค่อยเป็นค่อยไปตามกำลัง ให้พอมีพอกิน

2 ) การรวมพลังกันในรูปแบบ หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกัน ในด้านการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา สังคมและศาสนา

3 ) การดำเนินธุรกิจโดยติดต่อ ประสานงาน จัดหาทุนหรือแหล่งเงิน

ในขั้นแรกที่เป็นการผลิต ถือเป็นขั้นสำคัญที่สุด ให้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 หมายถึง

ขุดสระเก็บกักน้ำ

พื้นที่ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้สม่ำเสมอตลอดปี โดยเก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ และพืชน้ำต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด โสน ฯลฯ

ปลูกข้าว

พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง เป็นการลดค่าใช้จ่าย และสามารพึ่งตนเองได้

ปลูกผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก

พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก พืชสมุนไพร ฯลฯ อย่างผสมผสานกัน และหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลิอจากการบริโภคก็นำไปขายได้

เป็นที่อยู่อาศัย และอื่นๆ

พื้นที่ประมาณ 10 % ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง คันดิน โรงเรือนและสิ่งก่อสร้างอื่น๐ รวมทั้งคอกเลี้ยงสัตว์ เรือนเพาะชำ ฉางเก็บผลิตผลการเกษตร ฯลฯ

หลักการและแนวทางสำคัญในการดำเนินงานเกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่” ที่ควรทราบมีดังนี้

- เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน

- ต้องมีพื้นที่ส่วนหนึ่งทำนาข้าว เพราะข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนต้องปลูก เพื่อให้มีข้าวพอบริโภคตลอดทั้งปี

- ต้องมีน้ำสำรองไว้ใช้เพียงพอตลอดปี เพื่อการเพาะปลูกในระยะฝนทิ้งช่วง หรือในฤดูแล้ง

- ใช้อัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ในการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ไม่ว่าจะมีพื้นที่ถ์อครองน้อยกว่าหรือมากกว่า 15 ไร่ คือ

30  % ใช้ขุดสระเก็บกักน้ำ

30  %  ใช้ปลูกข้าว

30  %  ใช้ปลูกพืชผัก ผลไม้ พืชไร่ ไม้ยืนต้น

10  %   ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ

ประโยชน์ของ “ทฤษฎีใหม่ สรุปได้ดังนี้

- ประชาชนพออยู่พอกินในระดับประหยัด เลี้ยงตนเองได้ ไม่อดอยาก ตามหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง”

- ในหน้าแล้งก็สามารถนำน้ำที่เก็บกักไว้ในสระมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยชลประทาน

- ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาล ก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยได้

- ในกรณีที่เกิดอุทกภัย ก็สามารถฟื้นตัว และช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากนัก

ในการจัดการเกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่” ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น ประเด็นสำคัญ คือ การพึ่งตนเอง ประหยัด และมัธยัสถ์ ก่อให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียง โดยการจัดการแบ่งพื้นที่ให้สัมพันธ์ และเกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน น้ำ แรงงาน และรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น อันจะนำไปสู่การผลิตที่เกิดรายได้ และสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน.ฟ

Posted in Uncategorized | Tagged , , | Comments Off

การเพาะปลูกมันแกว

 131

วิธีปลูก

ปลูกด้วยเมล็ดเป็นส่วนใหญ่ มีบางครั้งปลูกโดยใช้หัว เพื่อรักษาลักษณะที่ดีไว้ ปลูกหลุมละ ๒-๓ เมล็ด ในบางประเทศปลูกโดยใช้ระยะระหว่างแถว ๖๐-๗๕ ซม. ระยะระหว่างหลุม ๓๐-๔๐ ซม. อินเดียและฟิลิปปินส์ ใช้ระยะระหว่างแถว ๑๕-๒๐ ซม. ระหว่างต้น ๑๐ ซม. ผลการทดลองใช้ระยะ ๑๕x๑๕ ซม. ให้ผลดี ประเทศไทยปลูกโดยวิธียกร่อง ระยะระหว่างแถว ๘๐-๑๐๐ ซม. ระหว่างต้นแตกต่างกัน ชนิดหัวเล็กต้นห่างกัน ๑๐-๒๐ ซม. ชนิดหัวใหญ่ห่างกัน ๓๐-๕๐ ซม. ถ้าไม่ยกร่องระยะระหว่างแถวแคบกว่านี้เล็กน้อย

ในเนื้อที่ ๑ ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ ๘ กก. หรือประมาณครึ่งถัง

การทำค้าง

มันแกวที่ปลูกฤดูฝน สิ่งสำคัญในการปฏิบัติได้แก่ การทำค้างให้ต้นมันแกวเลื้อย ใช้ไม้ไผ่หรือกิ่งไม้สูงประมาณ ๒-๓ เมตร ปัดให้ต้นมันแกวเลื้อยและช่วยจัดให้ยอดของมันแกวเลื้อยขึ้นไปตามไม้ที่ปัก การปลูกมันแกวฤดูแล้งไม่ต้องทำค้าง

การพรวนดิน

ถ้าปลูกฤดูฝน ควรพรวนดินพร้อมกับกำจัดวัชพืชไม่ให้วัชพืชขึ้นปกคลุม ต้นมันแกวปำติต้องกำจัดวัชพืช ๒-๓ ครั้ง สำหรับการปลูกมันแกวในฤดูแล้งไม่ให้น้ำ ไม่ต้องพรวนดินและกำจัดวัชพืช

การเด็ดยอด

การปลูกมันแกวในฤดูฝนนั้นจำเป็นต้องเด็ดยอดและดอก ถ้าไม่เด็ดมันแกวจะเจริญเติบโตทางต้น ใบ ดอก ฝัก ทำให้มีหัวเล็ก การเด็ดยอดและดอกจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ถ้าปลูกต้นฤดูฝนในราวเดือนมิถุนายน ทำการเด็ดยอด ๓ ครั้ง ครั้งแรกอายุ ๒ เดือน ขณะที่เถายาวประมาณ ๑-๑.๕ เมตร ครั้งที่สอง อายุประมาณ ๓ เดือน และครั้งที่สามอายุประมาณ ๔ เดือน หรือจะเด็ดเพียง ๒ ครั้ง เมื่ออายุ ๒ กับ ๔ เดือนก็ได้ ถ้าปลูกปลายฝนเด็ดยอดครั้งเดียวเป็นการเพียงพอ แต่ถ้าปลูกหลังฤดูฝน ไม่ต้องทำการเด็ดยอดเลย สำหรับการปลูกมันแกวเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ทำพันธุ์ปลูก ไม่ต้องทำการเด็ดยอดและดอก ปล่อยให้เจริญเติบโตตามปกติ เพื่อให้ได้เมล็ดมากและเมล็ด มีคุณภาพดีในทางปฏิบัติกสิกรเด็ดยอดโดยการใช้ไม้คล้ายไม้เรียวหวดให้ยอดขาด หรือหักไม่ให้เจริญเติบโตต่อไป

Posted in Uncategorized | Tagged , , | Comments Off

การปลูกแอปเปิ้ล ผลไม้เมืองหนาว

60

การปลูกแอปเปิ้ล

       แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ ยอดนิยม ของคนไทย มานานแล้ว และ ในขณะนี้ เราก็ยัง ต้องสั่ง เข้ามาขาย เป็นจำนวนมาก ในแต่ละปี แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ ที่ชอบ อากาศหนาว และต้องการการ ดูแลรักษา อย่างดี ในการปลูก จึงทำให้ ขยาย พื้นที่ ปลูกได้ค่อนข้าง ช้า แต่คาดว่า คงจะเป็น ผลไม้เศรษฐกิจ ของที่สูงได้ ในอนาคต เนื่องจาก ไม่มีปัญหา ในด้าน การตลาด เลยพันธุ์ที่ส่งเสริม ให้ปลูกคือ Anna และ Ein Shemer ซึ่งเป็นพันธุ์ ที่ไม่ต้องการ อากาศหนาว มากนัก ฤดูเก็บเกี่ยว จะอยู่ในช่วง เดือนมิถุนายน

ลักษณะทั่วไป

แอบเปิลเป็นไม้ผลเมืองหนาวประเภทผลัดใบ ซึ่งมีแหล่งกำเนิดทางยุโรป แหล่งปลูกที่สำคัญ ๆ ของโลกคือทวีปอเมริกา ยุโรปทางแถบเอเซียก็มี เช่น โซเวียต จีน ญี่ปุ่นรวมทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ด้วย สำหรับประเทศไทยนั้นเพิ่งจะถูกนำเข้ามาปลูกไม่กี่ปีนี้เอง ลักษณะต้นและใบ เป็นไม้เนื้อแข็ง รูปร่างของยอดที่เจริญเต็มวัยจะแตกต่างไปตามชนิดและตามพันธุ์ โดยทั่วไปต้นแอปเปิลมีรูปร่างเกือบเป็นทรงกลม แต่บางพันธุ์ก็มีลักษณะสูงชลูด บางพันธุ์ก็มีลักษณะเป็นพุ่มแจ้ ใบเป็นใบเดี่ยวเขียวสลับกันและขอบเป็นหยัก ผลคล้ายชมพู่มีรอยเป็นปุ๋มทางด้านขั้นและก้นผล แต่ไม่ลึกนักมีสีผิวต่างกันตั้งแต่สีเหลืองคล่ำจนถึงน้ำตาลแดงเข้ม เนื้อมักจะมีสีขาวหรือขาวนวลซึ่งมีลักษณะหยาบ แอปเปิลเป็นพืชในสกุล Rosaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Malus domestica

สภาพดินฟ้าอากาศ

แอปเปิลเป็นไม้ผลเมืองหนาวที่ต้องการอากาศหนาวเย็นอันยาวนานโดยจะทำให้ระยะพักตัวยุติลง โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 60-85 องศาฟาเรนไฮต์ ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาฟาเรนไฮต์ จะเป็นอันตรายต่อระบบรากอย่างรุนแรง สำหรับดินที่เหมาะสมกับการปลูกแอปเปิลควรเป็นดินร่วนปนทรายมีความเป็นกรด-ด่างประมาณ 5.0-6.8 แต่แอปเปิลไม่ชอบดินที่มีน้ำขังบริเวณราก

พันธุ์แอ๊ปเปิ้ล

พันธุ์แอปเปิลมีประมาณ 2,000 พันธุ์ แต่ที่ดีและนิยมปลูกมีเพียง 4 พันธุ์ คือ1. พันธุ์แอนนา เป็นพันธุ์ที่ผสมขึ้นมาในประเทศอิสราเอลเมื่อผลแก่จัดจะมีสีเหลืองสดขนาดใหญ่ปานกลาง รูปผลค่อนข้างยาว2. พันธุ์ เอน เชเมอ ผลค่อนข้างกลมขนาดเล็กว่า แอนนา เล็กน้อย สีเหนืองจัด ทั้ง 2 พันธุ์นี้ปลูกที่ดอยอ่างขางเริ่มจะให้ผลแล้ว3. พันธุ์ โรม บิวตี้ เป็นพันธุ์ที่ปล่อยละอองเรณูหลังจากที่ออกช่อดอกเร็วที่จะสามารถรับเชื้อได้ ดังนั้น พันธุ์นี้จึงไม่มีประโยชน์ที่จะใช้เป็นตัวถ่ายละอองเรณูแก่พันธุ์อื่น ๆ ได้4. พันธุ์ แกลนด์ อเลกเซนเตอร์

การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์แอปเปิลทำได้หลายวิธี เช่นการติดตา ตัดกิ่ง วิธีการทำก็เริ่มจากเตรียมต้นตอ ซึ่งอาจจะได้มาจากการตอนหรือปักชำ แต่มีวิธีการเตรียมต้นตอซึ่งจะได้จำนวนมากและระยะเวลารวดเร็วก็คือ ทำโดยปลูกแอปเปิลลงไปก่อน แล้วตัดต้นแอปเปิลให้เหลือแต่ตอ ตอจะแตกกิ่งก้านสาขาออกมามากมาย เราจึงใช้ดินกลบโคนต้น กิ่งเหล่านั้นก็จะแตกรากออกมา เมื่อรากออกดีแล้วก็ทำการขุดย้ายเอาไปปลูกต่อไป ต้นตอที่ใช้ในประเทศไทยคือพันธุ์ เอ็ม เอ็ม 106 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างแคระและสามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายและรวดเร็ว นอกจากนี้ก็ยังมีไม้ป่าที่ใช้เป็นต้นตอได้ดี เช่น มะขี้หนู กล้วยฤาษี ก่อ เป็นต้น

การปลูกและการปฏิบัติดูแลรักษา

การปลูกแอปเปิลมีระบบการปลูกเป็น 2 แบบ คือ

1. ระบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า

2. ระบบแนวระดับในระบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าจะปลูกต้นไม้เป็นมุมฉากต่อกันอยู่แต่ละมุมของสี่เหลี่ยมผืนผ้า เหมาะสำหรับปลูกไม้แซมทำให้พรวนดินได้ 2 ทาง สะดวกในการดูแลรักษา และต้นแอปเปิลจะได้รับแสงแดดมากที่สุด

ส่วนระบบแนวระดับจะปลูกตามแนวระดับทางเดียวและมักจะคดเคี้ยวไปตามระยะทางห่างกันอีกด้านเป็นระยะจำกัด ระบบนี้ช่วยลดการสึกกร่อนของดินเหมาะกับพื้นที่ที่เป็นเนินเขาหรือที่ลาดชัน

การเตรียมดิน ก็เหมือนกับการปลูกไม้ผลทั่วไป โดยขุดหลุมขนาด 1x1x1 เมตร กองดินดินบนไว้กองหนึ่ง และดินชั้นล่างไว้อีกกองหนึ่ง นำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า ๆ เทใส่ลงไปขนาดพอ ๆ กับกองดินบน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันจากนั้นจึงค่อยเอาดินล่างกลบลงไปให้มีระยะสูงกว่าปากหลุมเล็กน้อย นำต้นตกลงปลูกได้แล้วกลบดินบริเวณโคนต้นให้แน่นพอควร

ระยะปลูกที่เหมาะสม 3×3 เมตร หรือ 4×4 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ประมาณ 100-177 ต้นฤดูกาลที่ปลูก ควรทำในขณะที่อยู่ในช่วงพักตัว คือช่วงฤดูหนาว ซึ่งในช่วงนี้ต้นพืชจะได้รับการกระทบกระเทือนจากการขุดย้ายน้อยที่สุด

Posted in Uncategorized | Tagged , , | Comments Off

การเก็บผลและการเตรียมผลส่งตลาด

577

เมื่อผลไม้เจริญเติบโตขึ้นจนถึงขั้นที่จะเก็บ ไปใช้ประโยชน์ได้แล้วนั้น ในทางพืชสวนจะเรียก สภาพนี้ว่า “สภาพใช้ประโยชน์” (maturity) ซึ่งจะแตกต่างกันไปแล้วแต่การใช้ประโยชน์ มะพร้าวอ่อนที่นิยมกันจะมี “สภาพใช้ประโยชน์” ในระยะที่เนื้อยังไม่หนามากนัก และน้ำมีรสหวานดี มะม่วงอกร่องที่ใช้รับประทานกับข้าวเหนียว ก็จะต้องเก็บเมื่อผลแก่จัดเต็มที่ จึงจะหวานอร่อย ส่วนมะม่วงเขียวเสวยจะมี “สภาพใช้ประโยชน์” ในขณะที่ยังดิบอยู่ เพื่อให้กรอบและมัน เช่นนี้เป็นต้น

ในการเก็บผลไม้นั้น จะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของผลไม้แต่ละชนิด ผลไม้บางชนิด เช่น เงาะ ส้ม และองุ่น เมื่อเก็บจากต้นแล้ว แป้งที่มีอยู่ในผลจะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ ผลไม้จำพวกนี้จึงควรเก็บในระยะที่แก่ หรือเจริญเต็มที่แล้ว ผลไม้บางอย่างสามารถเก็บ เอามาบ่มให้หวานขึ้นได้ เพราะแป้งเปลี่ยนแปลงไปเป็นน้ำตาลได้ หลังจากเก็บจากต้นมาแล้ว เช่น กล้วย มะม่วง และทุเรียน เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีผลไม้บางชนิด เช่น มะนาว ยิ่งแก่กรดภายในผลจะยิ่งเพิ่มขึ้น ผลไม้พวกมะพร้าว หรือลูก อะโวกาโด (ลูกเนย) เมื่อแก่ขึ้นจะมีไขมัน และน้ำมันมากขึ้น เป็นต้น

จากการเปลี่ยนแปลงของผลไม้ ตั้งแต่ผลมีขนาดเล็กมาจนถึงระยะที่เหมาะสมนั้น นำมาใช้เป็นประโยชน์ในการเก็บผลไม้ โดยตั้งเป็นข้อสังเกต หรือมาตรฐานในการเก็บผลไม้ (picking index) ซึ่งมีหลายอย่างด้วยกันคือ

๑. การใช้ขนาด ชาวสวนนิยมใช้ขนาดของผลไม้ เพื่อพิจารณาว่าแก่พอที่จะเก็บได้หรือยัง โดยมากชาวสวนอาศัยความชำนาญ ไม่มีอะไรเป็นมาตรฐาน แต่เราอาจทำมาตรฐานเกี่ยวกับขนาดของผลขึ้นได้ เช่น อาจทำเป็นห่วงมีด้าม หรือทำเป็นห่วงขนาดต่างๆ มีเส้นผ่าศูนย์กลางตามขนาดของผลไม้ชนิดต่างๆ อาจทำได้โดยการเก็บผลไม้ในสวนมา แล้วใช้ห่วงครอบดู เราก็จะทราบว่า ผลไม้ชนิดต่างๆ ที่แก่พอจะเก็บได้นั้นโตขนาดไหน แล้วก็ทำเป็นมาตรฐานสำหรับแต่ละชนิดไว้

๒. อาศัยการเปลี่ยนแปลงทางรูปร่าง ผลไม้บางชนิดเมื่อแก่แล้วบางส่วนของผลจะเปลี่ยนรูปร่างไป เช่น กล้วย ถ้าเหลี่ยมผลลบ ก็แสดงว่า แก่พร้อมที่จะเก็บผลได้ ขนุนเวลาแก่หนามจะห่าง เป็นต้น

ผลองุ่นซึ่งพร้อมที่จะเก็บได้ ๓. ดูสีของส่วนต่างๆ ของผล ผลไม้ส่วนมากถ้าสุกจะมีสีเหลือง เพราะมีสารบางอย่างเกิดขึ้น เช่น คาโรติน แอนโธแซนติน หรือคาโรตินอยด์ เป็นต้น ผลไม้บางชนิด เมื่อแก่ สีผลอาจเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วง อย่างไรก็ดี สีของผลไม้อาจถูกอิทธิพลของปัจจัยแวดล้อมบางอย่าง เช่น อุณหภูมิ แสงแดด เป็นต้น ฉะนั้นควรพิจารณาให้รอบคอบ

๔. ใช้จำนวนวัน การใช้จำนวนวันเป็นมาตรฐานในการเก็บผลไม้ ทำได้โดยเริ่มนับจากจุดใดจุดหนึ่งของการเจริญเติบโตของดอก เช่น เริ่มนับตั้งแต่ดอกเริ่มผลิ หรือดอกเริ่มบาน ไม้ผลที่ออกดอกจำนวนมาก เช่น ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน เราอาจเริ่มนับเมื่อดอกบาน ประมาณ ๗๐-๗๕ เปอร์เซ็นต์สำหรับกล้วยอาจเริ่มนับตั้งแต่วันปลีเริ่มโผล่ หรือจากเริ่มเห็นหวีตีนเต่า (หวีสุดท้ายที่ไม่ค่อยสมบูรณ์) จากระยะที่กำหนดไว้ เราก็นับดูว่า ใช้เวลากี่วันจึงจะแก่พอที่จะเก็บผลได้ แล้วทำเป็นมาตรฐานสำหรับไม้ผลชนิดนั้นๆ ในท้องถิ่น และฤดูกาลเฉพาะแห่งไป

๕. การใช้หน่วยความร้อน ความร้อนที่ดอกและผลได้รับระหว่างการเจริญเติบโตนั้น อาจใช้เป็นมาตรฐานในการวัดความแก่ ของผลไม้ได้

๖. การใช้จำนวนแป้งในผล การใช้จำนวนแป้งในผลเป็นเครื่องบอกความแก่ของผลก็อาศัยหลักที่ว่า ผลไม้จะเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลเมื่อแก่ เราต้องศึกษาดูว่า เมื่อผลแก่ ผลไม้พันธุ์ต่างๆ จะมีแป้งเหลืออยู่เท่าไร แล้วทำเป็นมาตรฐานเอาไว้

๗. การใช้จำนวนน้ำตาล เวลาผลแก่ขึ้นปริมาณน้ำตาลจะเพิ่มขึ้น ขณะที่แป้งลดลง เราก็ศึกษาดูว่า ผลไม้ชนิดต่างๆ มีน้ำตาลอยู่มากน้อยเพียงไร จึงจะเก็บผลได้ และถือเอาผลการศึกษานั้น เป็นมาตรฐานสำหรับผลไม้แต่ละอย่างไป

การเก็บผลองุ่น

๘. ใช้อัตราส่วนของแป้งต่อน้ำตาล เป็นการหาความสัมพันธ์ของแป้งและน้ำตาลในผลที่แก่พอดี แล้วทำเป็นมาตรฐานไว้ สำหรับผลไม้แต่ละชนิด

๙. การใช้จำนวนกรดในผล เป็นการหาปริมาณกรดที่มีอยู่ในน้ำหวานผลไม้ แล้วเอาตัวเลขมาทำเป็นมาตรฐานไว้

๑๐. ใช้อัตราส่วนน้ำตาลต่อกรด ผลไม้บางชนิดการใช้กรดหรือน้ำตาลเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งวัดความแก่ของผลจะไม่เหมาะสม เพราะรสชาติที่ต้องการนั้นควรมีรสหวานกับเปรี้ยวปนกัน ตัวอย่างเช่น ส้ม เวลาเราชิมดูจะรู้สึกว่ามีรสแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำตาลและกรด น้ำส้มคั้นปกติมีน้ำตาลต่อกรดประมาณ ๖ ต่อ ๑ แต่อาจผิดไปจากนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้บริโภค

๑๑. การอ่อนตัวของผล เราทราบแล้วว่าเมื่อผลแก่ขึ้น การอ่อนตัวของผลจะมีมากขึ้น ทำให้เราสามารถทำมาตรฐานการอ่อนตัวของเนื้อผลไม้ได้โดยใช้ “fruit pressure tester” ซึ่งจะวัดความแข็งของผลออกมาเป็นปอนด์ หรือ กก. ต่อเนื้อที่หนึ่งหน่วย

Posted in Uncategorized | Tagged , , | Comments Off

การขยายพันธุ์ไม้ผล

513

แม้ว่าการขยายพันธุ์ไม้ผลโดยใช้เมล็ดจะเป็นทางทำให้เกิดการกลายพันธุ์ก็ตาม ไม้ผลบางชนิดจำเป็นต้องใช้เมล็ดเพราะเป็นวิธีที่สะดวก ได้ผลดีหรือใช้วิธีอื่นๆ ไม่ได้ผล ไม้ผลที่นิยมใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์ คือ น้อยหน่า  ขนุน มะพร้าว มะม่วงหิมพานต์  ทับทิม  ส้มจุก  มังคุด  เป็นต้น  พันธุ์ไม้บางชนิดถ้าขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดจะเจริญออกดอกออกผลเร็วกว่าการใช้วิธีอื่นๆ เช่น น้อยหน่า แต่บางชนิด เช่น มะม่วง ถ้าใช้เมล็ดขยายพันธุ์ กว่าจะเกิดดอกติดผลจะใช้เวลานานกว่าการขยายพันธุ์โดยวิธีอื่น

ในการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดเพาะนั้น  เราควรทราบนิสัยในการงอกของเมล็ดของไม้ผลแต่ละชนิดว่าเป็นอย่างไร  เมล็ดไม้ผลเมืองร้อนส่วนมากควรรีบเพาะเมล็ดให้เร็วที่สุด หลังจากแกะเมล็ดออกจากผลแล้ว เพราะเมล็ดของไม้ผลเมืองร้อนส่วนมากจะไม่งอกถ้าเก็บไว้นานเกินไป

การเพาะเมล็ดไม้ผลอาศัยปัจจัยต่างๆ เช่นเดียวกับพืชทั่วไป  คือ วัสดุที่ใช้เพาะเมล็ด ควรจะมีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี ไม่แฉะจนเกินไป มีความชื้นและแสงสว่างบริเวณแปลงเพาะที่พอดี ตลอดจนอุณหภูมิที่พอเหมาะ

เวลาที่ใช้ในการงอกของเมล็ด  อาจแตกต่างกันไปตามชนิดของไม้ผล  เช่น มะม่วง ใช้เวลาประมาณ ๑๐ วัน ชมพู่ ๒๐ วัน และมะพร้าวต้องนานถึง ๔๒ วัน จึงจะงอก ดังนี้เป็นต้น

ประโยชน์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด  คือ เพื่อใช้เป็นต้นตอ (rootstock)ซึ่งเป็นส่วนที่มีราก  และเราสามารถเอายอดพันธุ์ (scion)  เช่น  ตา  หรือ กิ่ง มาติดหรือต่อได้ แต่ทั้งนี้เราต้องเลือกต้นตอกับยอดพันธุ์ที่สามารเชื่อมต่อกันได้  เพราะถ้าส่วนทั้งสองไม่สามารถเข้ากันได้แล้ว  การติดตาหรือต่อกิ่งนั้นจะล้มเหลว ตัวอย่างต้นตอที่ใช้ได้ดีกับมะม่วง คือ มะม่วงแก้ว  พิมเสนแดง  พราหมณ์  เป็นต้น  ต้นตอบางชนิดสามารถต้านทานโรคและแมลงในดิน และทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดีมาก  สำหรับส้มมีต้นตอที่ใช้ได้ผลดีหลายชนิดด้วยกัน เช่น ส้มเกลี้ยง  ส้มเขียวหวาน  ส้มสามใบ  คลีโอพัตรา และแรงเพอร์ไลม์ เป็นต้น

นอกเหนือจากการใช้เมล็ดขยายพันธุ์  ซึ่งเรียกว่าการขยายพันธุ์โดยใช้เพศแล้ว  เรายังอาจทำการขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศได้อีกด้วย  การขยายพันธุ์แบบนี้พืชจะคงลักษณะเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลงและการผลิตดอกออกผลจะเร็วกว่าการใช้เมล็ดขยายพันธุ์   การขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศนี้แบ่งออกเป็นหลายวิธีด้วยกัน คือ

๑. การปักชำ

๒. การติดตาต่อกิ่ง

๓. การทาบกิ่ง

๔. การทับกิ่งและตอนกิ่ง

๕. การใช้หน่อ เหง้า และไหล

 

Posted in Uncategorized | Tagged , , | Comments Off

การปลูกผลไม้หน้าแล้ง

452

ผลไม้ในสวนขี้คร้านยังคงมีหลากหลาย ทั้ง มะปริง มะไฟ มะเฟือง กระท้อน ลูกมะหวด(กำซำ) หว้า มะเม่า ระกำ ตะขบ(ขร็อบ) เล็บเหยี่ยว สังขัน(แสงขัน) มะขามป้อม ชมพู่น้ำดอกไม้ ฯลฯ เด็กน้อยสี่ห้าคนในละแวกบ้านใกล้ ซุกซนป่ายปีน กินต้นนั้นปีนต้นนี้ เก็บผลใส่กระเป๋าจนปริแตกสีของผลไม้แต้มสีกางเกงด่างดวง

ผลไม้หน้าร้อนสุกเกือบพร้อมกันหลายอย่าง มะไฟสีเหลือง มะปริงสีเหลืองส้ม หว้าสีดำแดง เล็บเหยี่ยวริมทุ่งใบกลมเหมือนพุทรา แต่ผลกลมเล็กเหมือนมะเม่า ชมพู่น้ำดอกไม้สีเขียวเหลือง ยังมีอีกหลายต้นไม้ที่ในสวนขี้คร้านมีและเคยมี

ภาพในใจแต่ครั้งวัยเด็กย้อนกลับเหมือนภาพถอยหลังของฟิล์มหนัง เมื่อได้กลิ่นและเห็นภาพฝรั่งลูกเล็ก ๆ สี่ลูก วางอยู่บนโต๊ะอาหารในวัดใกล้บ้าน

ผมคิดจะปลูกฝรั่งชนิดนี้เมื่อหลายปีก่อน แต่เวลาและธุระปะปังหลายอย่างทำให้หลงลืมไป ไม่ได้หามาปลูกให้เป็นเรื่องเป็นราวอย่างที่ตั้งใจ แม้จะรู้ว่าต้นพันธุ์นั้นสามารถหาได้จากที่ไหนในช่วงเวลานั้น ทว่าเมื่อเวลาผ่านกลับหลงลืมไป

ภาษาบ้านผม เรียก ฝรั่ง ว่า ย่าหมู แปลกใจว่า แถบพังงา ระนอง ก็เรียกแบบเดียวกัน ยิ่งแปลกใจเข้าใจอีกเมื่อทางฟากนครศรีธรรมราชเรียก ชมพู่ ส่วนชมพู่จริงในภาคกลาง ทางนครฯ เรียก น้ำดอกไม้ มาเข้าใจที่มาของภาษาก็อีกตรงที่ ต้นทางของภาษาซึ่งมีที่มาจากทางมลายู เขาเรียก ชมพู่ ว่า Jambu และเรียกฝรั่งว่า Jambu เช่นกันแต่อาจจะต่อท้ายด้วยคำว่า Batu

ความสงสัยใคร่รู้นี่เองที่ชักชวนผมให้เข้าไปเสาะค้นข้อมูลเรื่อยเปื่อยไปจนพบว่า เมื่อใช้คำว่า Jambu กลับพบแต่ภาพของชมพู่ในภาษารูมีเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่มีบ้างบางเว็บที่ฟ้องภาพของฝรั่งไส้ชมพู  สองเสียงนี้มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไรในที่มา แค่ฝรั่งขี้นกลูกเล็กกลับทำให้ค้นพบมากมายเกินกว่าที่คาดไว้ตั้งแต่แรก

ในสวนทางทิศตะวันตกของบ้าน ผมยังจำได้ ฝรั่งขี้นกต้นเล็กต้นนั้นไม่ค่อยจะได้รับการเหลียวแลจากเด็ก ๆ มากนัก อาจเพราะมีต้นฝรั่งพันธุ์ที่ผลโตกว่าอยู่บ้านใกล้กัน เด็กจึงไปป่ายปีน เล่นซ่อนหา และเล่นของเล่นอื่น ๆ ที่บ้านหลังนั้นมากกว่า ฝรั่งขี้นกต้นนั้นจึงหล่นกล่นเกลื่อนเต็มใต้ต้น ชนิดที่เรียกได้ว่าเหยียบไม่ถึงพื้นดินกันเลยทีเดียว ผลสุก ผลเน่าส่งกลิ่นหอมหวานอมเปรี้ยวไปทั่วบริเวณฝรั่งขี้นกอาจมีหลายพันธุ์ ต้นที่เคยมีที่บ้านผมมีผลขนาดเล็กเพียงหัวแม่เท้าผลรียาวมีสันนูนขึ้นมาจาก หัวจรดท้ายมองเห็นชัดเจน เนื้อในสีชมพูเข้ม เด็กๆ อ้าปากงับเพียงสามคำหมดลูก บางชนิดผลกลม บางชนิดมีขั้วยื่นยาวออกมามากกว่าปกติ

การล่มสลายของฝรั่งขี้นกมาเยือนเมื่อการเข้ามาของฝรั่งพันธุ์เวียดนาม ผลกลมโต เนื้อหนา หวานกรอบ โตเร็ว ความนิยมในการบริโภคฝรั่งขี้นกอันฝาดเฝื่อนจึงค่อยๆ หมดไปอีกประเด็นคือการเข้ามาของการสาธารณะสุขแนวใหม่ โดยอาศัยส้วมซึมและคำขวัญที่ว่า “นอนในมุ้ง ทุ่งในส้วม สวมรองเท้า” เพื่อเป็นการควบคุมการระบาดของโรคภัยในยุคนั้น

ผมเกิดทันรอยต่อของการ“ทุ่งในสวน แบบเย็นลมโชยสุขา” คนบ้านนอกแบบผมนิยมกินเมล็ดของผลไม้หลากหลายชนิด ทั้งเพราะรสชาติและความอิ่มเอม การขับถ่ายจึงเป็นการทิ้งของเก่าอย่างทรงคุณ ค่าเอนกอนันต์ต่อเมล็ดพันธุ์พืชพื้นบ้าน ตราบเท่าที่ปากสามารถกัดเคี้ยวกลืนกิน และลำไส้ใหญ่สามารถขับถ่ายออกอย่างไม่ทรมาน

ต้นไม้หลายชนิดในสวนขี้คร้าน และสวนของเพื่อนบ้านใกล้เคียงหลายต้นที่งอกงามมาจากกองอาจมในยุคโน้น ยืนหยัดให้ดอกให้ผลจนถึงยุคนี้จากฝรั่งขี้นกผมแตกประเด็นความคิดไปยังไม้พื้นบ้านชนิดอื่นที่ “ น่าสนุก” อีก ความน่าสนุกคือการเรียนรู้อย่างมีความสุข การศึกษาในระบบของบ้านเราน่าจะมีกิจกรรมแห่งการเรียนรู้ที่ “น่าสนุก” เกิดขึ้นเยอะ ๆ เพราะจะทำให้ผู้เรียนสามารถซึมซับกับองค์ความรู้ตรงหน้าอย่างสนุกสนาน และมีสาระ ไม่ใช่แค่ต้นไม้ แต่หมายรวมถึงศิลปวัฒนธรรมประจำถิ่นของตนเอง

จากบ้านสวนสู่ทุ่งนา ริมลำประโดง ต้นเล็บเหยี่ยวซ่อน เล็บ(หนาม)ใต้กิ่งและใบกลมไว้ แล้วอวดผลเล็ก ๆ บนกิ่ง สีเขียวของผลอ่อน สีม่วง และดำของผลสุกอวดสายตานกและคนบ้า(แบบผม) รสชาติของเล็บเหยี่ยว หรือ เหย็บเหยียวในสำเนียงท้องถิ่นออกรสเปรี้ยวฝาดทว่าอร่อยลิ้นริมทุ่งติดกับพรมแดนป่าพรุเสื่อมสภาพ ต้นหว้าเริ่มออกผลเขียว แดงและดำเมื่อสุกงอม

ในอดีต..ลูกหว้าอร่อยชวนเด็กเลี้ยงควายเกียจคร้านที่จะเปลี่ยนที่ให้ควายได้ กินหญ้าอ่อน ตัวเองหลบอยู่บนคาคบสูงปลิดกินลูกหว้าสบายใจเฉิบ ยอดอ่อนของหว้าเป็นผักแนมของแกงคั่วเนื้อได้เด็ดดวง

ดั้งเดิมเขาเป็นคนไม่ไกลจากหมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่ รู้จักคนแก่ที่บ้านผมดีมาก เราคุยกันสนุกไปยังการงานอาชีพ การปลูกต้นไม้ในสวน การอนุรักษ์พันธุ์ไม้พื้นบ้าน ฯลฯ ระกว่างนั้นผมก็เด็ดผลสุกเคี้ยวตุ้ย ๆ อร่อยมาก

ผลไม้ชนิดนี้เคยได้ทราบข่าวว่ามีการซื้อขายกันในตลาดผลไม้ไร้สารพิษแถบนครปฐม ในราคากิโลกรัมละเกินร้อยบาท อาจเพราะกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์“อย่าโค่นนะ ปล่อยไว้ยังงี้แหละ มันไม่ค่อยมีที่ไหนแล้ว” ผมฝากทิ้งท้าย ก่อนที่จะก้มเก็บผลสุกที่หล่นเต็มพื้น พร้อมกับแกะเอาเมล็ดด้านในใส่ย่าม กะจะเอาไว้เพาะชำลงถุงดำเอาไว้ฝากเพื่อนต่างถิ่น

ผมคิดถึงการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ รวมไปถึงต้นกล้าพันธุ์ไม้พื้นบ้านระหว่างเพื่อนและเครือข่ายของคนที่รู้จักกัน ตามกฎบ้า ๆ ของสวนขี้คร้าน ใครมีอะไรแลกเปลี่ยนกันเพาะปลูก ให้ผลก็แบ่งกันกิน เราทั้งหมดก็จะได้ของกินของฝากจากเครือข่ายด้วยกันเองอย่างเพียบพร้อม

Posted in Uncategorized | Tagged , , | Comments Off

มะม่วงหิมพานต์

382

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anacardium occidentale L.

ขื่อไทย : มะม่วงหิมพานต์

วงศ์ : ANACARDIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น : เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ มีความสูง 20-40 ฟุต มีกิ่งก้านเป็นพุ่มแผ่กว้าง ขนาดลำต้นประมาณ 1-3 ฟุต เป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีเปลือกหุ้มภายในจะมียางสีเหลืองและเหนียว / ใบ : ใบหนาคล้านรูปไข่ ปลายใบป้อม โคนใบแหลมยวประมาณ 4-8 นิ้ว สีเขียวอ่อนสด

ดอก : ประกอยด้วยดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย และดอกกระเทย ดอกตัวผู้มี 5 กลีบ มีอับเกสร 7-10 อัน ภายในอับละอองเกสรมีลักษณะกลมสีชมพู เมื่อแก่เต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีเทา ดอกตัวเมียจะอยู่ตรงปลายช่อดอกมีรังไข่สีเหลืองอ่อน เมื่อได้รับการผสมจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองปนขาว

ผล : ส่วนของก้านดอกที่ได้รับการผสมแล้วขยายตัวพองขึ้น เรียกว่าผลปลอม เมื่อสุกจัดจะเป็นสีเหลือง บางชนิดเป็นสีแดงคล้ำ ส่วนใหญ่จะกลมยาวรีป้อมๆ คล้ายชมพู่ ลักษณผลดังกล่าวเรียกว่า cashew apple ส่วนผลที่แท้จริงคือส่วนของเมล็ดที่มีลักษณะเหมือนไตติดอยู่ตรงปลายสุดของก้านผล

เมล็ด : ระยะแรกจะมีสีชมพูหรือสีม่วง มีขนาดใหญ่กว่าก้านดอกหรือที่มักเรียกว่าผล ซึ่งเป็นผลแบบ nut แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน เมื่อโตเต็มที่จะลดขนาดลงอเปลือกจะแข็ง และเปลี่ยนเป็นสีเทาอมเขียวหรือสีน้ำตาลปนเทา

พันธุ์

พันธุ์ศรีสะเกษ 60-1 และศรีสะเกษ 60-2

การขยายพันธุ์

การเพาะเมล็ด / การติดตา / การตอน / การทาบกิ่ง / การเสียบยอด

การปลูก

วิธีปลูก: ระยะระหว่างต้น และระหว่างแถว 6 ม. ขุดหลุมกว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50-100 ซม. ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 3-5 กก. คลุกกับดินที่กองไว้ กลบดินในหลุมครึ่งหลุม ใช้ต้นกล้า หรือปลูกด้วยเมล็ดโดยตรง วางในหลุมให้โคนต้นอยู่เหนือปากหลุมเล็กหน้อย ปักไม้พยุงลำต้นโดยใช้เชือกผูก นำดินที่เหลือกลบหลุมให้แน่น

การตัดแต่งและควบคุมทรงพุ่ม

ควรตัดแต่งให้เหลือลำต้นเดี่ยว เพื่อให้ได้ทรงพุ่มที่เหมาะสม ตัดแต่งกิ่งที่แห้งตาย กิ่งแขนงที่เกิดไปทางลำต้นใหญ่ กิ่งที่ไม่ถูกแสง และกิ่งที่เป็นโรคออกทิ้ง

โรคพืช/ศัตรูพืช

โรค:โรคกิ่งสีชมพู (Pink-disease)/โรคโคนเน่าที่เป็นกับต้นกล้า (seedling bright)โรคช่อดอกเหี่ยว (inflorescence blight)/โรคผลเน่าและแห้ง (dry rot)

แมลง :ด้วงเจาะลำต้น (stem borrer)/ด้วงเจาะลำต้นมะม่วง (mango stem borrer)/หนอนชอนใบมะม่วงหิมพานต์ (cashew leaf miner)/แมลงทับ (metalic wood borrer)/หนอนกินใบ (leaf-eating caterpillar)/มดดำ (black ant)/เพลี้ยหอยขี้ผึ้งสีแดง (red wax scale)/หนอนปลอก (bagworm)/หนอนกินยอด (shoot tip caterpillar)/หนอนบุ้งกินยอดและช่อดอก (leaf-eating hairy caterpillar)/เพลี้ยแป้งลาย (striped mealybug)/ยุงชาหรือมวนยุง (tea mosquito)/หนอนเจาะเปลือกลำต้น (bark borrer)/หนอนชักใยยอดและช่อดอก (shoot and blossom webber)หนอนบุ้งกินใบ (defoliating hairy caterpillar)/เพลี้ยกินใบ (leaf thrips)/เพลี้ยไฟ (thrips)

การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวที่ถูกต้องควรปล่อยให้ผลแก่เต็มที่แล้วร่วงหล่นจึงเก็บเกี่ยวเอาที่พื้น ไม่ควรเก็บบนต้น เพราะจะได้เมล็ดอ่อนไม่แก่เต็มที่ เมื่อเก็บมาแล้วให้บิดเมล็ดออกจากผลทันที เพื่อป้องกันเชื้อราเข้าทำลายเมล็ด

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว/การเก็บรักษา

นำเมล็ดไปตากแดดประมาณ 2-3 วัน ให้เมล็ดแห้งสนิท (ความชื้นไม่เกิน 12%) เพื่อเก็บไว้ได้นาน โดยไม่เน่าเสียจึงเก็บใส่กระสอบรอการจำหน่ายต่อไป

Posted in Uncategorized | Tagged , | Comments Off

ไม้ผลที่เหมาะสมสำหรับที่สูง

326

ลักษณะพิเศษของอากาศบนที่สูงนี้ทำให้สามารถปลูกพืชที่ชอบอากาศหนาวได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ที่เป็นประโยชน์ในด้านป่าไม้ ไม้ผล พืชผัก  ไม้ดอก ไม้ประดับ หรือพืชไร่  พืชที่เราไม่เคยปลูกได้มาก่อนก็สามารถปลูกได้เป็นการค้า เช่น แอปเปิล สาลี่ ท้อ พลับ พลัม บ๊วย กาแฟอะราบิกา กีวี ราสป์เบอร์รี มะเดื่อฝรั่งลินิน ไพรีทรัม ถั่วแดงหลวง เห็ดหอม อะเซเลีย แอลสโตรมีเรีย เป็นต้น ส่วนพืชบางชนิดก็สามารถปลูกได้ดียิ่งขึ้นบนที่สูง  เช่น สตรอว์เบอร์รี องุ่นข้าวสาลี ผักกาดหอมห่อ เซเลอรี เอ็นไดฟ์ กะหล่ำปลีแดง โกโบ  มันฝรั่ง ปวยเหล็ง คาร์เนชัน แกลดิโอลัส กุหลาบ เบญจมาศ เยอร์บีรา สแตติส เป็นต้น

มีพืชหลายชนิดที่สามารถปลูกได้ตลอดปีบนที่สูง เช่น ผักต่างๆ มันฝรั่ง ไม้ดอกและไม้ ประดับ  จึงทำให้เกิดอาชีพที่จะปลูก “พืชนอกฤดู” ได้อีกด้วย เช่น ผักและไม้ดอกเมืองหนาวนั้น จะปลูกได้ในพื้นที่ต่ำเฉพาะในฤดูหนาวเท่านั้น   ในฤดูที่ไม่สามารถปลูกได้ในพื้นที่ต่ำฃจึงเหมาะที่จะปลูกบนที่สูงเพราะจะขายได้ราคาดีและไม่มีการแข่งขันมากนัก

พืชบางชนิดจะมีความเหมาะสมในการปลูกบนที่สูงเพื่อทำเป็นเมล็ดพันธุ์หรือหัวพันธุ์ มีพืชผักหลายชนิดที่จะออกดอกติดเมล็ดได้ดีบนที่สูง เมล็ดผักเหล่านี้สามารถใช้เป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับการปลูกในพื้นที่ต่ำได้เป็นอย่างดี  ทำให้ลดการสั่งเข้าเมล็ดพันธุ์ผักจากต่างประเทศไปได้มาก  นอกจากนี้แล้ว  พืชที่ใช้หัวเป็นพันธุ์ปลูก เช่น มันฝรั่งก็สามารถผลิตหัวพันธุ์บนที่สูงได้ เป็นหัวพันธุ์ที่จะนำไปปลูกในพื้นที่ต่ำในฤดูหนาวซึ่งเป็นฤดูมันฝรั่งของพื้นที่ต่ำทางภาคเหนือจะเห็นได้ว่าการปลูกพืชบนที่สูงนั้น  สามารถตั้งวัตถุประสงค์ให้เกิดประโยชน์ได้เป็น ๔ กรณี คือ

๑. ปลูกพืชเมืองหนาวที่ไม่สามารถปลูกในที่อื่นได้

๒. ปลูกพืชที่ทำให้ได้คุณภาพของผลิตผล และผลประโยชน์ดีขึ้น

๓. ปลูกพืชนอกฤดู

๔. ปลูกพืชเพื่อผลิตเมล็ดหรือหัวพันธุ์ในบรรดาพืชต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มีพืชเมืองหนาวชนิดหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษได้แก่ไม้ผลเขตหนาวชนิดผลัดใบ ไม้ผลชนิดนี้ มีถิ่นกำเนิดในเขตหนาว    จึงมีลักษณะทางสรีรวิทยาผิดแผกไปจากพืชเมืองร้อนอย่างมาก แต่การค้นคว้าวิจัยเป็นเวลานานพอสมควร  ทำให้ เราสามารถปลูกไม้ผลเขตหนาวผลัดใบได้หลายชนิดบนที่สูงของประเทศไทย เช่น แอปเปิล สาลี่ ท้อพันธุ์ดี หรือพีช พลัม บ๊วย และพลับ เป็นต้น

ความพยายามที่จะปลูกไม้ผลดังกล่าวนี้เกิดจากความต้องการที่จะลดหรือทดแทนการสั่งเข้าผลไม้ต่างประเทศ และความต้องการที่จะหาพืชยืนต้นที่ทำรายได้ดีทดแทนรายได้จากการปลูกฝิ่นนอกจากนั้นไม้ผลซึ่งเป็นไม้ยืนต้นนี้จะช่วยให้ชาวเขาตั้งหลักแหล่งอยู่กับที่โดยไม่จำเป็นจะต้องเคลื่อนย้ายทำไร่เลื่อนลอยอีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในแง่ของการรักษาต้นน้ำลำธารอีกด้วย ไม้ผลเขตหนาวชนิดผลัดใบจะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในฤดูร้อน พอถึงปลายฤดูร้อนตาที่อยู่ตรงซอกของก้านใบจะมีการพักตัว การพักตัวของตานี้จะต้องอาศัยความหนาวเย็นในฤดูหนาวที่เพียงพอมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสรีรวิทยา  การพักตัวจึงจะสลายหมดสิ้นไปและเป็นเหตุให้ตานั้นเจริญออกมาได้ ขบวนการนี้เรียกว่า “การแตกตา” อย่างไรก็ตามถ้าตาที่พักตัวไปแล้วไม่ได้รับความหนาวเย็นอย่างพอเพียงนั่นคือฤดูหนาวไม่หนาวพอ ตาจะไม่สามารถแตกออกมาได้ ต้นไม้ก็จะมีการเจริญเติบโตน้อยและในที่สุดก็ต้องตายไป      ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถปลูกไม้ผลเขตหนาวในพื้นที่ต่ำซึ่งมีความหนาวเย็น

ในฤดูหนาวไม่มากนักได้ ไม้ผลเขตหนาวแต่ละชนิดแต่ละพันธุ์จะต้อง การความหนาวเย็นในฤดูหนาวเพื่อทำให้ตาหมดการพักตัวไม่เท่ากัน       บางอย่างต้องการมาก บางอย่างต้องการน้อย ความหนาวที่มีผลในการทำให้การพักตัวของตาหมดไปได้นั้นถือกันว่ามีอุณหภูมิต่ำกว่า ๗.๒ องศาเซลเซียส และความต้องการอุณหภูมิที่ต่ำกว่า ๗.๒ องศาเซลเซียส เพื่อทำลายการพักตัวของตานั้นจะวัดกันเป็นหน่วยชั่วโมง   พันธุ์แอปเปิลที่ปลูกกันแพร่หลายทั่วไปในเมืองหนาวนั้นจะต้องการประมาณ ๘๐๐ ถึง ๑,๐๐๐ ชั่วโมง ในที่สูงของประเทศไทยซึ่งมีอุณหภูมิต่ำในระหว่างฤดูหนาวนั้น ตามความเป็นจริงแล้วก็ยังมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่า ๗.๒ องศาเซลเซียสเพียงไม่กี่ชั่วโมง ที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขางซึ่งเป็นที่หนาวที่สุดแห่งหนึ่ง ก็มีอุณหภูมิต่ำกว่า ๗.๒ องศาเซลเซียสไม่เกิน ๕๐๐ ชั่วโมงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นจะต้องคัดเลือกพันธุ์ไม้อย่างถูกต้อง คือควรเลือกปลูกเฉพาะพันธุ์ที่ต้องการความหนาวเย็นน้อยเท่านั้นอย่างไรก็ตาม การที่จะช่วยแก้ไขภาวะของการขาดความหนาวเย็นนั้นก็สามารถทำได้หลายวิธี   วิธีที่ดีที่สุดก็คือการปรับปรุงพันธุ์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ส่วนวิธีอื่นๆ สามารถทำได้โดยการโน้มกิ่ง การปลิดใบ การควบคุมการให้น้ำและการใช้สารเคมี เป็นต้น

ในที่สูงของประเทศไทย    ไม้ผลเขตหนาวส่วนใหญ่จะเริ่มทิ้งใบในตอนปลายฤดูฝน พอถึงประมาณเดือนพฤศจิกายนก็จะไม่มีใบเหลืออยู่บนต้นเลยมองดูเหมือนต้นไม้ตาย ลักษณะเช่นนี้เป็นนิสัยของไม้ผลเขตหนาวและประเภทผลัดใบ หลังจากนั้นอีกไม่นานเมื่อตาหมดการพักตัวแล้ว ก็จะแตกตาออกมาเป็นดอกและใบไม้ผลเขตหนาวส่วนมากจะมีดอกบานก่อนที่จะเห็นใบได้ชัดเจน จึงทำให้แลดูสะพรั่งไปด้วยสีต่างๆ สวนท้อจะเป็นสีชมพูไปทั่ว สวนสาลี่จะเป็นสีขาวไปหมด และสวนแอปเปิลก็จะเป็นสีชมพูอ่อน สวยงามยิ่งนัก หลังจากดอกบานแล้ว ก็จะเริ่มมีการติดผล แล้วผลก็จะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแก่และสุก  การติดผลของไม้ผลเขตหนาวนั้นมีเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งคือไม้ผลบางชนิด   บางพันธุ์ไม่สามารถติดผลโดยใช้เกสรของพันธุ์เดียวกันได้แต่ต้องอาศัยเกสรจากพันธุ์อื่นมาผสมจึงจะติดผลจึงจำเป็นจะต้องปลูกพันธุ์ที่เหมาะสมไว้ด้วยกันไม้ผลที่มักจะมีปัญหาเรื่องการติดผลนี้ได้แก่ พลับ และแอปเปิล

ไม้ผลเขตหนาวจะมีฤดูกาลของผลสุกไม่เหมือนกัน บ๊วยจะมีผลแก่เก็บได้ประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน ท้อจะเริ่มสุกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูก  หลังจากนั้นก็จะเป็นพลัม แอปเปิล สาลี่ และพลับ โดยลำดับ ผลไม้บางอย่าง เช่น ท้อพันธุ์ดี นั้น จะสุกเร็วกว่าในประเทศอื่นเนื่องจากประเทศไทยมีอากาศหนาวไม่นานและมีความร้อนในระหว่างที่ผลไม้เจริญเติบโตอย่างเพียงพอ  ทำให้มีความเหมาะสมที่จะส่งไปขายยังตลาดต่างประเทศมาก

Posted in Uncategorized | Tagged , , | Comments Off