มะขามเปรี้ยว

x53

มะขามเปรี้ยวเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย สามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ประกอบกับเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถส่งเป็นสินค้าออก ทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายสิบล้านบาท นอกจากนี้ยังมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของคนเราอย่างมาก เพราะสามารถใช้ประโยชน์ได้แทบทุกส่วน โดยเฉพาะเนื้อมะขามเปรี้ยวใช้ในการปรุงอาหารประจำวันของคนไทย

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

โดยทั่วไปมะขามเปรี้ยวสามารถขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด เป็นต้นว่า ดินทราย ดินเหนียว ดินลูกรัง แต่ดินที่เหมาะสมที่สุด คือ ดินร่วนปนทราย และควรมีการระบายน้ำที่ดีด้วย มะขามเปรี้ยวเป็นพืชทนแล้งได้ดี สามารถขึ้นได้ในที่ค่อนข้างแห้งแล้ง

การปลูก 

ควรมีการไถพรวนกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกเสียก่อน ต่อจากนั้นกำหนดหลุมปลูกในแปลงโดยใช้ระยะปลูก 8×8 เมตร (ระยะห่างระหว่างแถว 8 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 8 เมตร)ซึ่งจะปลูกได้ 25 ต้นต่อไร่ ควรมีการเตรียมหลุมปลูกขนาด กว้างxยาวxลึก เท่ากับ 60x60x60 เซนติเมตร ดินที่่ขุดจากหลุมปลูกให้แยกเป็นสองกอง คือ ดินชั้นบน และดินชั้นล่าง ตากดินที่ขุดขึ้นมาทิ้งไว้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ แล้วผสมดินทั้งสองกองด้วยปุ๋ยคอกประมาณ 1-2 บุ้งกี๋ต่อหลุม จากนั้นจึงกลบดินลงไปในหลุมตามเดิม โดนเอาดินชั้นบนลงไว้ก้นหลุมก่อน แล้วจึงกลบทับด้วยดินชั้นล่าง

การปลูกมะขามเปรี้ยวพันธุ์ดีอาจใช้วิธีปลูกมะขามต้นตอลงในแปลงก่อน เมื่อต้นตออายุได้ประมาณ 1 ปี – 1 1/2 ปี หรือขนาดลำต้นเท่าแท่งดินสอ จึงทำการเสียบกิ่ง โดยใช้ยอดมะขามเปรี้ยวพันธุ์ดีมาเสียบใช้วิธีการเสียบข้าง

อีกวิธีการหนึ่งคือการทาบกิ่ง โดยการเตรียมต้นตอมะขามไว้ในแปลงเพาะกล้า เมื่อต้นตอมีอายุได้ประมาณ 8 เดือน ก็ขุดนำต้นตอมาหุ้มด้วยขุยมะพร้าวบรรจุถุงพลาสติก แล้วนำไปทาบกับมะขามเปรี้ยวพันธุ์ที่ต้องการ หลังจากทาบแล้ว 45 วัน สังเกตรากต้นตอจะเดิน จึงตัดมาปักชำในถุงพลาสติกบรรจุดินจนเจริญเติบโตดีแล้วนำลงปลูกในแปลง

ฤดูปลูก

ควรจะปลูกต้นฤดูฝน เพราะเมื่อปลูกเสร็จแล้วต้นมะขามเปรี้ยวที่ยังเล็กอยู่จะได้รับน้ำฝน สามารถตั้งตัวได้ดี ก่อนจะเข้าถึงฤดูแล้ง ต้นมะขามเปรี้่ยวที่ปลูกใหม่ ควรจะผูกยึดกับหลักเพื่อให้ต้นมะขามเปรี้ัยวขึ้นตรงไม่โค่นล้มเนื่องจากลมแรง หากปลูกด้วยกิ่งทาบ หลังปลูกแล้วจำเป็นต้องแกะเอาเชือกฟาง หรือผ้าพลาสติกตรงรอยต่อออก เพราะถ้าไม่ได้แกะออกจะทำให้ต้นมะขามเปรี้ยวแคระแกร็นหรืออาจจะตายได้

การขยายพันธุ์

วิธีการขยายพันธุ์มะขามเปรี้ยวมีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การเพาะเมล็ด การทาบกิ่ง การติดตา และการต่อกิ่ง แต่วิธีที่นิยมและได้ผลดีที่สุดมี 2 วิธี คือ การทาบกิ่ง และการต่อกิ่ง

การปฏิบัติดูแลรักษา

การให้น้ำ ในระยะปลูกใหม่ หากฝนไม่ตกจำเป็นต้องรดน้ำทุก 1-2 วัน ประมาณ 1 สัปดาห์ จนกว่าจะตั้งตัวได้ จากนั้นจึงเว้นช่วงเวลาการรดน้ำให้ห่างกว่าเดิม อาจจะเป็น 3 หรือ 7 วันต่อครั้ง เฉพาะในช่วงฤดูแล้งของปีแรก

การกำจัดวัชพืช ในระยะที่ีต้นยังเล็กอยู่จำเป็นต้องกำจัดวัชพืชเป็นระยะไป อย่าให้วัชพืชแย่งน้ำและอาหารได้ การทำความสะอาดรอบโคนต้น นอกจากจะเป็นการกำจัดวัชพืชแล้ว ยังสามารถทำลายแหล่งอาศัยของโรคและแมลงได้ด้วย

การใส่ปุ๋ย สำหรับมะขามต้นเล็กยังไม่ออกผล อายุ 1-3 ปี ควรให้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 450 กรัมต่อต้น (ประมาณ 1 กระป๋องนม) ในปีแรกแบ่งใส่ 3 ครั้ง (4 เดือนต่อครั้ง) จำนวน 100,150,200 กรัม ตามลำดับ สำหรับปีต่อ ๆ ไป ให้เพิ่มปุ๋ยมากขึ้นตามจำนวนอายุที่มากขึ้น เมื่อมะขามตกผลแล้วควรใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง คือ ช่วงต้นฝนและปลายฝน ซึ่งจะช่วยให้มีการติดผลมากขึ้น อัตราที่ใส่คำนวณจากสูตรดังนี้

จำนวนปุ๋ยที่ใส่ (กก.) = อายุต้นมะขาม (ปี) / 2

เช่น ต้นมะขามอายุ 2 ปี ต้องใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 จำนวน 2/2 = 1 กก. โดยแบ่งใส่ต้นฝน 1/2 กก. และปลายฝนอีก 1/2 กก. รวมเป็น 1 กก.

การเก็บเกี่ยว

มะขามเปรี้ยวจะแก่และเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ของปีถัดไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแหล่งปลูกและสภาพดินฟ้าอากาศด้วย การเก็บเกี่ยวควรใช้กรรไกรตัดแต่งกิ่งตัดที่ีขั้วให้หลุดออกจากกิ่ง ถ้ามะขามต้นโตให้ใช้บันไดขึ้นเก็บเกี่ยวฝักที่อยู่สูง

หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วนำฝักมะขามเปรี้ยวมาแกะเอาเปลือกและเมล็ดออก จากนั้นนำเนื้อมะขามที่แกะได้ ซึ่งเรียกว่า มะขามเปียก บรรจุลงในภาชนะต่าง ๆ เช่น ถุงพลาสติก หรือ เข่ง เพื่อจำหน่ายต่อไป

สำหรับวิธีการเก็บรักษามะขามเปียกไว้นาน ๆ เพื่อจะนำมาจำหน่ายในช่่วงที่มีราคาสูง โดยที่เนื้อมะขามไม่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ทำได้โดยการนำมะขามเปียกที่บรรจุในภาชนะไปเก็บไว้ในห้องเย็นที่อุณหภูมิต่ำ คือ 5 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถชะลอการเกิดสีดำของเนื้อมะขามได้ประมาณ 10 เดือน

This entry was posted in Uncategorized and tagged , . Bookmark the permalink.

Comments are closed.