เกาลัด

7

เกาลัด หรือ เชสท์นัท (chestnut) เป็นพันธุ์ไม้ยืนต้นที่ขึ้นอยู่ในแทบจะทุกแถบถิ่นของโลกที่มีอากาศเย็น เป็นพืชท้องถิ่นทั้งในอเมริกา ยุโรป จีน ญี่ปุ่น แต่จัดเป็นพันธุ์ไม้หายากในบ้านเรา การปลูกเกาลัดจึงยังไม่แพร่หลาย คนไทยเรียกชื่อตามภาษาถิ่นว่า ‘ลูกก่อ’

สำหรับเกาลัด ถึงจะเปลือกแข็ง ก็เป็นนัท(เมล็ดเกาลัด,ลูกเกาลัด)ประเภท เดียวที่ทางโภชนาการถือว่าเป็นผัก เพราะมันมีแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก และน้ำมันมีนิดเดียวและเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว อุดมด้วยวิตามินบี คนโบราณเขาว่าเกาลัดเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ

ประเภทของเกาลัด

เกาลัด มีหลากหลายพันธุ์ ประเทศไทยได้มีการทดลองปลูกโดยนำมาจากประเทศจีนประมาณปี 2528 โดยมีการคัดแยกสายพันธุ์เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทย

เกาลัด ที่นิยมกินกันเป็นพันธุ์ที่มีเปลือกหุ้มเมล็ดเกาลัดขนยาวคล้ายเงาะ ซึ่งสามารถหาได้ทั่วไป ส่วน เกาลัด ที่มีเปลือกกำมะหยี่แดง เป็นที่นิยมในการปลูกเป็นไม้ประดับในสวน เพื่อความสวยงาม เนื่องจากพวงผลที่มีลักษณะเด่นเป็นสีแดงสดหุ้มเมล็ดเกาลัด และเมื่อผลออกเต็มต้นจะดูสวยงามเหมือนต้นโอ๊คที่มีผลสีแดงเต็มต้นซึ่งแตกต่างจากพันธุ์ขนยาวคล้ายเงาะ เกาลัดพันธุ์เปลือกกำมะหยี่แดงจึงเป็นที่นิยมในการปลูกเพื่อประดับ และเป็นศิริมงคลมากกว่า

ต้นกำเนิดของเกาลัดในประเทศไทยจึงนับได้ว่านำเข้ามาจากประเทศจีนทั้งสิ้น เพียงแต่ประเภทของเกาลัดมีจำนวนมากและต้องคัดตามความต้องการในการใช้ประโยชน์ของผู้ปลูก

การปลูกเกาลัด สามารถทำได้ทั้งจากการตอนกิ่ง ลูกเกาลัดหรือเมล็ดเกาลัดโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 6-7 ปีจึงจะผลิดอกออกผล ต้องใช้เวลาและรู้จักรอคอย โดยเฉพาะการเพาะจากลูกเกาลัด เนื่องจากต้องผ่านอุปสรรคเรื่องของแมลง และกระรอกที่จะคอยกัดกินผล อีกทั้งสภาพของดินและอากาศในขณะเพาะก็มีผลเช่นกัน

แมลงที่ชอบวางใข่เพื่อให้ลูกเกิดเป็นตัวหนอนแล้วไชเนื้อเมล็ดเกาลัดเป็นอาหารคือ ด้วงดิน ส่วนหอยทากก็ชอบเช่นกัน ที่หนักไปกว่านั้นคือ กระรอก เนื่องจากกระรอกจะกินตั้งแต่เปลือกหุ้มเมล็ดยังเป็นสีเขียว นำมาแทะเล่นแล้วทิ้งซากไว้ให้ดูต่างหน้าเป็นประจำ ส่วนที่สุกจนเปลือกหุ้มเมล็ดเป็นกำมะหยี่แดงก็มีโอกาสสูงที่จะถูกกระรอกกินเช่นกัน

นอกจากนี้ต้นอ่อนที่เพาะในกระถางยังสามารถถูกกระรอกมาขุดกินและทำลายอีกด้วย แต่เมื่อลำต้นตั้งตรงได้ประมาณ 20 เซนติเมตร ปัญหาเรื่องกระรอกก็จะหมดไปจนกว่าจะออกผลอีกนั่นเอง อย่างไรก็ตามกระรอกมักจะโปรดปรานมะม่วงมากกว่าลูกเกาลัด เนื่องจากกินมะม่วงง่ายกว่าการมาแทะลูกเกาลัดเปลือกแข็งนั่นเอง

วืธีทำเกาลัด

เกาลัดคั่วที่เห็นมากแถวเยาวราช มักจะมีเม็ดสีดำเล็กๆ คั่วรวมอยู่ด้วย หลายคนคิดว่าเป็นเมล็ดกาแฟ จริงๆ แล้วไม่ใช่ เจ้าเม็ดสีดำเล็กนั้นคือเม็ดทรายขนาดประมาณ 3-5 มิลลิเมตร เป็นทรายที่ใช้ในการก่อสร้าง หรือที่เห็นตามตู้ปลาสีออกน้ำตาล พ่อค้าจะนำเอาทรายแห้งใส่ลงไปในกระบะใบใหญ่ พอทรายร้อนระอุได้ที่จนเป็นสีดำ ก็จะนำเอาลูกเกาลัดใส่ลงไป บางร้านเติมน้ำตาลทรายคั่วรวมกันให้ได้รสหวาน  บางเจ้าเพิ่มกลิ่นหอมด้วยการใส่เมล็ดกาแฟคั่วรวมไป

เหตุผลที่ต้องใช้เม็ดทราย ก็เพราะเม็ดทรายช่วยเก็บความร้อนไว้ได้ ซึ่งดีนักสำหรับการทำให้เกาลัดสุกถึงเนื้อผลด้านใน เพราะหากสังเกตกันดีๆเนื้อผลของเกาลัดนั้นจะไม่ติดกับเปลือก ดังนั้นการใช้ทรายที่ร้อนระอุตลอดเวลา จะช่วยให้เนื้อเกาลัดค่อยๆ สุก แต่ต้องหมั่นคนเพื่อไม่ให้เกาลัดไหม้ ซึ่งจะคั่วกันนาน ราว 30-40 นาที เม็ดทรายนั้นใช้ได้นานกว่า 1 เดือน เรียกว่าคั่วเกาลัดได้หลายกระทะ จนทรายที่เป็นเม็ดเริ่มป่นเป็นผงนั่นแหล่ะจึงจะเปลี่ยนไปใช้เม็ดทรายชุดใหม่

Posted in Uncategorized | Tagged , | Comments Off

กล้วย

97

กล้วย เป็นพรรณไม้ล้มลุกในสกุล Musa มีหลายชนิดในสกุล บางชนิดก็ออกหน่อแต่ว่าบางชนิดก็ไม่ออกหน่อ ใบแบนยาวใหญ่ ก้านใบตอนล่างเป็นกาบยาวหุ้มห่อซ้อนกันเป็นลำต้น ออกดอกที่ปลายลำต้นเป็น ปลี และมักยาวเป็นงวง มีลูกเป็นหวี ๆ รวมเรียกว่า เครือ พืชบางชนิดมีลำต้นคล้ายปาล์ม ออกใบเรียงกันเป็นแถวทำนองพัดคลี่ คล้ายใบกล้วย เช่น กล้วยพัด (Ravenala madagascariensis) ทว่าความจริงแล้วเป็นพืชในสกุลอื่น ที่มิใช่ทั้งปาล์มและกล้วย

ลักษณะทางพฤษศาสตร์

กล้วยเป็นไม้ดอกล้มลุกขนาดใหญ่ทุกส่วนเหนือพื้นดินของกล้วยเจริญจากส่วนที่เรียกว่า “หัว” หรือ “เหง้า”ปกติแล้ว ต้นกล้วยจะสูงและแข็งแรงพอสมควร ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นต้นไม้ ซึ่งแท้จริงแล้วส่วนที่คล้ายกับลำต้นคือ “ลำต้นเทียม” ใบของกล้วยประกอบด้วย “ก้านใบ” และแผ่นใบ ฐานก้านใบแผ่ออกเป็นกาบ กาบที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่นทำให้เกิดลำต้นเทียม มีหน้าที่ชูก้านใบ พยุงให้พืชตั้งตรงดูคล้ายต้นไม้ เมื่อแรกเจริญขอบของกาบจะจรดกันคล้ายท่อ เมื่อมีใบเจริญขึ้นใหม่ที่ใจกลางลำต้นเทียม ขอบกาบที่จรดกันนั้นก็จะแยกออกจากกันพันธุ์กล้วยนั้นมีความผันแปรมากขึ้นอยู่กับพันธุ์ปลูกและสภาพแวดล้อม โดยมาก สูงประมาณ 5 เมตร (16 ฟุต) จาก ‘กล้วยหอมแคระ (Dwarf Cavendish)’ ซึ่งสูงประมาณ 3 เมตร (10 ฟุต) ไปจนถึง ‘กล้วยหอมทอง  ที่สูงประมาณ 7 เมตร (23 ฟุต) หรือมากกว่าใบแรกเจริญจะขดเป็นเกลียวก่อนที่จะแผ่ออก อาจยาวได้ถึง 2.7 เมตร (8.9 ฟุต) และกว้าง 60 ซม (2.0 ฟุต) แผ่นใบมีขนาดใหญ่ ปลายใบมน รูปใบขอบขนาน โคนใบมน มีสีเขียวใบฉีกขาดได้ง่ายจากลม ทำให้บางครั้งมองดูคล้ายใบเฟิร์นรากเป็นระบบรากฝอย แผ่ไปทางด้านกว้างมากกว่าทางแนวดิ่งลึก

ต้นกล้วยที่มีผลและหัวปลี

เมื่อกล้วยเจริญเติบโตเต็มที่ หัวจะสร้างใบสุดท้ายที่เรียกว่า “ใบธง” จากนั้นจะหยุดสร้างใบใหม่ และเริ่มสร้างช่อดอก (inflorescence) ลำต้นที่มีช่อดอกอ่อนบรรจุอยู่ จะพัฒนาขึ้นภายในลำต้นเทียม จนในที่สุดมันก็โผล่ออกที่ด้านบนลำต้นเทียมแต่ละลำต้นเทียมจะสร้างช่อดอกเพียงช่อเดียว ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “ปลี (banana heart)” (บางครั้งมีกรณีพิเศษ เช่นกล้วยในประเทศฟิลิปปินส์สร้างปลีขึ้นมาห้าหัว ช่อดอกประกอบด้วยกลุ่มของช่อดอกย่อยเป็นกลุ่มๆ มีใบประดับสีม่วงแดงหรือที่เรียกว่า “กาบปลี” (บางครั้งมีการเข้าใจผิดเรียกเป็นกลีบดอก) ระหว่างแถวของช่อดอกย่อย ช่อดอกย่อยแต่ละช่อมีดอกเรียงซ้อนกันอยู่ 2 แถว ดอกตัวเมีย (ที่สามารถเจริญเป็นผลได้) จะอยู่ในช่อดอกย่อยที่บริเวณโคนปลี (ใกล้กับใบ) ดอกตัวผู้จะอยู่ที่ปลายปลี หรือส่วนที่เรียกว่า “หัวปลี” รังไข่อยู่ต่ำกว่าซึ่งหมายความว่ากลีบดอกขนาดเล็กและส่วนอื่นๆ ของดอกจะอยู่ในปลายรังไข่ หลังให้ผล ลำต้นเทียมจะตายลง แต่หน่อหรือตะเกียงจะพัฒนาขึ้นจากตา (bud) ที่หัว ส่งผลให้กล้วยเป็นพืชหลายปี หากเกิดขึ้นหลายหน่อพร้อมกันจะเรียกว่า “การแตกกอ” ในระบบการเพาะปลูก จะอนุญาตให้เจิญเติบโตเพียงหน่อเดียวเท่านั้นเพื่อให้ง่ายต่อการจัดสรรพื้นที่

ผลกล้วยพัฒนาจากดอกเพศเมีย กลุ่มของดอกเพศเมีย 1 กลุ่มเจริญเป็นผลเรียกว่า “หวี (hands)” ซึ่งหวีหนึ่งๆ มีผลกล้วยประมาณ 20 ผล กลุ่มหวีบนช่อดอกเจริญเป็น “เครือ (banana stem)” ซึ่งอาจมี 3-20 หวี ผลของกล้วยมีการเจริญได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ จึงทำให้กล้วยส่วนใหญ่ไม่มีเมล็ด

ดอกตัวเมีย (ซึ่งจะเจริญไปเป็นผล) มีกลีบดอกและส่วนอื่นที่ปลายรังไข่

ผลกล้วยได้รับการบรรยายเป็น “leathery berry (ลูกเบอร์รี่ที่คล้ายแผ่นหนัง)”[13] มีชั้นป้องกันภายนอก (เปลือก) มีสายบางๆ ตามยาว  อยู่ระหว่างเปลือกและส่วนที่รับประทานได้ภายใน เนื้อกล้วยมีเนื้อนิ่มสีเหลือง มีรสหวานคล้ายขนม เมล็ดกล้วยมีลักษณะกลมเล็ก บางพันธุ์มีขนาดใหญ่ เปลือกหนาแข็ง มีสีดำ สำหรับในสายพันธุ์ปลูก เมล็ดกล้วยมีขนาดเล็กมากเกือบจะไม่มีเลย เหลือแค่เพียงจุดสีดำเล็กๆ ภายในเนื้อกล้วยเท่านั้น

Posted in Uncategorized | Tagged , | Comments Off

กระท้อน

17

กระท้อนเป็นไม้ผลเมืองร้อนอีกชนิดหนึ่งที่มีปลูกกันในประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านาน ส่วนมากจะปลูกกันตามสวนหลังบ้านและ มักจะเป็น พันธุ์พื้นเมือง รสเปรี้ยว จึงไม่มีการเอาใจใส่ดูแลรักษาต่อมาระยะหลังนี้มีผู้นิยมปลูก กระท้อนพันธุ์ดีกันมากขึ้น ความต้องการของตลาดก็มีมากขึ้นด้วย จึงทำ ให้พื้นที่ปลูกกระท้อนพันธุ์ดีขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เพราะนอกจากจะดูแลรักษาง่ายแล้ว ผลผลิตยังจำหน่ายได้ราคาดีอีกด้วย เดิมแหล่งผลิตกระท้อนพันธุ์ดีจะมีเฉพาะที่จังหวัดนนทบุรีและบางเขตของกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ปัจจุบันกระจายไปอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เช่น ปราจีนบุรี ชลบุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี เป็นต้น

การปลูก

สภาพดินฟ้าอากาศ

เนื่องจากกระท้อนเป็นไม้ผลเมืองร้อน จึงสามารถปลูกได้ดีแทบทุกแห่งในประเทศไทย แต่เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดีควรจะเลือกพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มีแหล่งนํ้าให้อย่างเพียงพอ ดินที่เหมาะควรเป็นดินร่วนหรือ ดินร่วนปนดินเหนียวมีอินทรียวัตถุมาก อาจกล่าวได้ว่า กระท้อนที่ปลูกในดินร่วนหรือดินเหนียวจะทำ ให้คุณภาพของเนื้อและรสชาติดีกว่าที่ปลูกในดินร่วนทราย

การปลูกกระท้อนในประเทศไทยแบ่งตามสภาพพื้นที่ได้ 2 ประเภท คือ

ประเภทสวนยกร่อง

พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ทางที่ลุ่มภาคกลาง พื้นที่เดิมเป็นท้องนา มีน้ำท่วมถึง จึงต้องยกร่องขึ้นเพื่อสะดวกในการระบายนํ้า ขนาดของสันร่อง โดยทั่วไปจะกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร จะมีร่องนํ้ากว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร ระยะปลูกสำ หรับพื้นที่ยกร่องจะใช้ระยะระหว่างต้นประมาณ 6 เมตร ในพื้นที่1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 35 ต้น

 ประเภทสวนที่ดอน

เป็นพื้นที่ที่นอกเหนือไปจากประเภทแรก และมักไม่มีปัญหาเรื่องนํ้าท่วมจึงไม่ต้องยกร่อง เมื่อไถปรับพื้นที่แล้วก็สามารถขุดหลุมปลูกได้เลย ตามปกติกระท้อนเป็นไม้ผลที่ทรงพุ่มขนาดใหญ่ แต่เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษาและห่อผลซึ่งจะต้องทำทุกปี จึงนิยมตัดแต่งกิ่งนำ ที่จะทำให้ทรงพุ่มสูงขึ้นไปออกเสีย ทรงพุ่มจะขยายออกด้านข้างแทนด้านบน จึงสะดวกในการปฏิบัติงานสำหรับพื้นที่ดอนสามารถใช้ระยะปลูกตั้งแต่ 6 x 8 เมตร ถึง 5 x 8 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 25 – 30 ต้น

พันธุ์ทับทิม

เป็นพันธุ์ที่ให้ผลดกและแก่เร็ว ประมาณเดือน พฤษภาคมก็สามารถเรียกเก็บเกี่ยวได้ ขนาดผลค่อนข้างเล็กนํ้าหนักประมาณ 200 กรัมต่อผล ทรงผลกลมแป้น มีขั้วยาวผิวเปลืองเรียบบางมีสีเหลืองนวล เนื้อบางนิ่ม ปุยหนามีปุยแทรกเนื้อ เมล็ดมีขนาดโตปานกลาง เนื้อมีรสหวานอมเปรี้ยว แต่ที่ปุยหุ้มเมล็ดมีรสหวานจัด ข้อเสีย ถ้าแก่จัดแล้วไม่เก็บผลจะแตกง่ายและถ้ามีฝนชุกจะทำ ให้ไส้แดงเป็นนํ้าหมาก ฤดูกาลเก็บเกี่ยวพฤษภาคม-มิถุนายน

พันธุ์ปุยฝ้าย

เป็นพันธุ์หนัก ผลมีอายุการเก็บเกี่ยวช้าจะเก็บผลได้ประมาณเดือนกรกฎาคม ผลมีขนาดกลางถึงค่อนข้างใหญ่ นํ้าหนักผลประมาณ 400-800 กรัมต่อผล ทรงผลกลม สูงเล็กน้อย ด้านก้นผลเรียบ ขั้วสั้นที่ผิวมีขนอ่อนนุ่มมือ ผิวเปลือกมีสีเหลืองอมนํ้าตาลเปลือกบาง ด้านขั้วจะนูนขึ้น บางผลจะมีรอยขรุขระเล็กน้อย เนื้อหานุ่มไม่กระด้าง มีปุยแทรกเนื้อจนถึงเปลือก รสชาติหวานอมเปรี้ยว (รสกลมกล่อม) ไม่ฝาด ปุยหุ้มเมล็ดหนาฟู รสหวานจัด เมล็ดมีขนาดโตแบน แก่จัดไส้ไม่เป็นนํ้าหมาก ฤดูกาลเก็บเกี่ยว มิถุนายน-กรกฎาคม

พันธุ์นิ่มนวล

เป็นพันธุ์ที่ให้ผลดก มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลางจะเก็บผลได้ประมาณเดือนมิถุนายน ผลมีขนาดปานกลาง นํ้าหนักผลประมาณ 300-600 กรัมต่อผล ทรงผลกลมแป้น มีขั้วสั้น ผิวเปลือกเรียบมีสีเหลืองอมนํ้าตาล เปลือกบาง เนื้อหนานิ่ม ไม่กระด้าง มีปุยแทรกเนื้อ รสชาติหวานอมเปรี้ยว ปุยหุ้มเมล็ดหนาฟู รสหวานจัด เมล็ดมีขนาดปานกลาง ฤดูกาลเก็บเกี่ยว มิถุนายน-กรกฎาคม

พันธุ์เทพรส

เป็นพันธุ์ที่ให้ผลดก มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง จะแก่ช้ากว่าพันธุ์ทับทิมเล็กน้อย จะเก็บผลประมาณเดือนมิถุนายน ผลมีขนาดกลาง นํ้าหนักประมาณ 250-500 กรัมต่อผล ทรงผลกลมสูงเล็กน้อย มีขั้วสั้นผิวเปลือกเรียบ มีขนอ่อนที่ผิวนุ่มมือ ด้านข้างผลจะมองเห็นสันนูนขึ้นมาตรงพูของเมล็ดชัดเจนกว่าพันธุ์อื่น ๆ เปลือกมีสีนํ้าตาลเข้ม เนื้อหนานิ่มไม่กระด้าง มีปุยแทรกเนื้อ มีรสหวานอมเปรี้ยวแต่ที่ปุยหุ้มเมล็ดมีรสหวานจัด เมล็ดมีขนาดโต ฤดูกาลเก็บเกี่ยว มิถุนายน-กรกฎาคม

พันธุ์ทับทิมทอง

เป็นพันธุ์เบาสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนพฤษภาคม (พร้อม ๆ กับพันธุ์ทับทิม) ผลมีขนาดกลางถึงค่อนข้างใหญ่ นํ้าหนักผลประมาณ 400-800 กรัมต่อผลผลทรงกลมถึงทรงกลมสูงเล็กน้อย ด้านก้นผลเรียบ ผิวมีรอยขรุขระเล็กน้อย แต่ด้านขั้วผลขรุขระ มากขั้วสั้นเปลือกบางผิวเปลือกมีสีเหลืองทอง เนื้อหาแน่น มีปุยแทรกเนื้อ   รสหวานอมเปรี้ยวมีรสฝาดเล็กน้อย ปุยหุ้มเมล็ดฟู   รสหวานจัด เมล็ดมีขนาดโต

Posted in Uncategorized | Tagged , | Comments Off

สับปะรด

8

สับปะรดเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจำพวกไม้เนื้ออ่อนที่มีอายุหลายปี  สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี  ปลูกได้ในดินแทบทุกแห่งในประเทศไทย  มีช่อดอกที่ส่วนยอดของลำต้น  ซึ่งเมื่อเจริญเป็นผลแล้วจะเจริญต่อไปโดยตาที่ลำต้น  จะเติบโตเป็นต้นใหม่ได้อีก

สับปะรดแบ่งออกตามลักษณะความเป็นอยู่ได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ พวกที่มีระบบรากหาอาหารอยู่ในดิน หรือ เรียกว่าไม้ดิน  พวกอาศัยอยู่ตามคาคบไม้หรือลำต้นไม้ใหญ่ ได้แก่  ไม้อากาศต่าง ๆ ที่ไม่แย่งอาหารจากต้นไม้ที่มันเกาะอาศัยอยู่  พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ประดับและพวกที่เจริญเติบโตบนผาหินหรือโขดหิน  ส่วนสับปะรดที่เราใช้บริโภคจัดเป็นไม้ดิน  แต่ยังมีลักษณะบางประการของไม้อากาศเอาไว้ คือ สามารถเก็บน้ำไว้ตามซอกใบได้เล็กน้อยมีเซลล์พิเศษสำหรับเก็บน้ำเอาไว้ในใบ  ทำให้ทนทานในช่วงแล้งได้

การผลิตสับปะรดที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง

1. ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูสับปะรด โดยใช้ศัตรูธรรมชาติ

- ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูสับปะรดที่สำคัญ และพบทั่วไปในไร่สับปะรดมีเพียงชนิดเดียว คือ ด้วงเต่า ตัวเต็มวัยมีขนาดยาว 4.0 – 4.5 มิลลิเมตร ลำตัวด้านบนนูนโค้งสีดำ ด้านล่างแบนราบคล้ายเพลี้ยแป้ง ตัวหนอนและตัวเต็มวัยของด้วงเต่าเป็นตัวห้ำ กัดกินเพลี้ยแป้งแมลงศัตรูสำคัญของสับปะรด ดังนั้น การป้องกันกำจัดศัตรูสับปะรด ควรใช้วิธีการที่ปลอดภัยตามคำแนะนำ เพื่ออนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติที่เป็นประโยชน์

2.ป้องกันการตกค้างของไนเตรทในผลสับปะรด โดยดำเนินการดังนี้

- ให้ปุ๋ยและให้น้ำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

- ห้ามใส่ปุ๋ยไนโตรเจนหลังการบังคับดอกแล้ว

- ห้ามทำลายจุกสับปะรด

- ในแหล่งที่เคยพบปริมาณไนเตรทตกค้างสูงในผลสับปะรด ควรเก็บตัวอย่างใบในระยะบังคับดอก วิเคราะห์ปริมาณธาตุโมลิบดินัม ถ้าพบความเข้าข้นของธาตุต่ำกว่า 1 ส่วนในล้านส่วน ให้พ่นใบสับปะรดด้วยธาตุโมลิบดินัม อัตรา 5 มิลลิกรัมต่อต้นในระยะดอกแดง หรือ โพแทสเซียมคลอไรด์ อัตรา 8 กรัมต่อต้น หลังการบังคับดอกแล้ว 75 วัน

 

Posted in Uncategorized | Tagged , | Comments Off

ไม้ผลแปลกและหายาก

45

นิสัยของชาวสวนผลไม้ไทยมักจะเลือกปลูกไม้ผลที่ฮือฮาตามกัน ผลไม้ชนิดไหนขายได้ราคาดีก็จะแห่ปลูกตามกันโดยไม่ยึดหลักการของ “การตลาดนำหน้าการผลิต” ผลสุดท้ายเมื่อผลผลิตของไม้ผลชนิดนั้นเกินความต้องการของตลาดทำให้ชาวสวนขายผลผลิตได้ราคาต่ำและมีไม้ผลเศรษฐกิจหลายชนิดที่ต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทุนสูง ชาวสวนผลไม้ไทยควรจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำสวนผลไม้เสียใหม่ อาทิ ไม่ควรเลือกปลูกไม้ผลเพียงชนิดเดียวควรจัดแปลงปลูกไม้ผลหลากหลายชนิดและในแต่ละชนิดไม่ต้องใช้เนื้อที่ปลูกมาก มีการบำรุงรักษาปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้ดียึดหลักว่า “ทำน้อยได้มาก” นอกจากนั้นชาวสวนผลไม้จะต้องหมั่นศึกษาและหาข้อมูลทางด้านการตลาดผลไม้อยู่ตลอดเวลา อย่างกรณีของการนำไม้ผลแปลกและหายากมาปลูกก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาทางด้านการตลาดลงได้ เนื่องจากไม้ผลชนิดนั้นยังมีการขยายพื้นที่ปลูกน้อย

ไม้ผลแปลกและหายาก” ที่คิดว่ายังมีช่องทางทางการตลาดดีในอนาคต เริ่มจากมะม่วงไต้หวันที่ปลูกได้ในประเทศไทย การปลูกมะม่วงในเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยขณะนี้ถ้าจะว่ากันไปแล้วชาวสวนจะปลูกมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองมากที่สุด ด้วยคิดเพียงแต่ว่าตลาดต่างประเทศมีความต้องการมากกว่ามะม่วงสายพันธุ์อื่น โดยไม่คำนึงว่ามะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่จะส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศนั้นจะต้องมีการคัดเกรดและการดูแลรักษาที่ยุ่งยากเพียงใด และด้วยมีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากขนาดนี้ อนาคตการตลาดจะเป็นเช่นไร ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการปลูกมะม่วงไต้หวัน 3 ครั้งในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา นอกจากจะเห็นระบบการปลูก, การผลิตและการแปรรูปแล้ว เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในไต้หวันยังมีการรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งมาก ทำให้เกษตรกรไต้หวันขายผลผลิตมะม่วงได้ราคาดี อย่างกรณีของ มะม่วงพันธุ์อ้ายเหวิน ที่ไต้หวันส่งออกไปขายยังประเทศญี่ปุ่น เกษตรกรขายได้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 100 บาทปัจจุบันไต้หวันยังได้มีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงอย่างต่อเนื่องและมีบางสายพันธุ์ที่มีการนำมาปลูกในบ้านเราจนประสบผลสำเร็จ เช่น พันธุ์งาช้างแดง ด้วยมะม่วงสายพันธุ์นี้ผู้เขียนเคยรับประทานที่ไต้หวันมาแล้ว รสชาติหวานอร่อยไม่แพ้พันธุ์จินหวงและพันธุ์อี้เหวิน เบอร์ 6 และจุดเด่นของมะม่วงงาช้างแดงมีขนาดน้ำหนักผลเฉลี่ย 2-3 กิโลกรัมและเมื่อแก่ผลจะมีสีม่วงเข้ม

นอกจากนั้นยังมีไม้ผลแปลกและหายากจากไต้หวันอีกชนิดหนึ่งที่ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้นำมาทดลองปลูกคือ “ปีแป๋” ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Pipa” มีคนไทยเรียกทับศัพท์ว่า “ผีผา” ผู้เขียนได้เมล็ดปีแป๋จำนวนหลายร้อยเมล็ดจากไต้หวันมาเพาะและปลูกลงดิน เมื่อต้นปีแป๋มีอายุต้นกล้า 2 ปีได้ทดลองราดสารแพคโคลบิวทราโซลเพื่อบังคับการออกดอก ผลปรากฏว่าหลังจากราดสารไปได้ 1 เดือน พบว่ามีการออกดอกและติดผล “ปีแป๋” นับเป็นไม้ผลแปลกและหายากอีกชนิดหนึ่งที่มีอนาคต เนื่องจากที่ไต้หวันมีราคาขายถึงผู้บริโภคราคากิโลกรัมละ 100-300 บาท ในขณะเดียวกันไต้หวันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ฟักให้มีขนาดผลใหญ่มากเพื่อรองรับการแปรรูปเป็นน้ำฟักพร้อมดื่ม และได้มีการนำเมล็ดฟักยักษ์จากไต้หวันมาทดลองปลูกในประเทศไทยได้ขนาดของผลใหญ่ใกล้เคียงกับที่ปลูกในไต้หวัน คือ มีน้ำหนักผลเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัมต่อผล “ฟักยักษ์” เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด และสามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย

ประเทศไทยนั้นเป็นอันดับหนึ่งในการผลิตและส่งออกสับปะรดกระป๋องเท่านั้น แต่ถ้าพูดถึงการส่งออกสับปะรดในรูปสับปะรดผลสดนั้น ถือว่าไทยเรามีการส่งออกน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งของไทยอย่างประเทศฟิลิปปินส์ที่สามารถส่งออกสับปะรดผลสดได้ปีละกว่าแสนตันต่อปี หรือแม้แต่ไต้หวันซึ่งมีพื้นที่ปลูกสับปะรดน้อยกว่าไทย แต่มีตัวเลขการส่งออกสับปะรดผลสดมากกว่า โดยเฉพาะส่งไปขายที่ประเทศญี่ปุ่น สับปะรดพันธุ์ “MD2″ เป็นสับปะรดที่นิยมบริโภคสดทั่วโลก โดยมีคุณสมบัติที่โดดเด่นทั้งภายในและภายนอก เช่น ภายในคือเรื่องของรสชาติที่หวาน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อมีสีเหลืองเข้ม  (คล้าย ๆ กับสับปะรดพันธุ์ภูเก็ตหรือตราดสีทองบ้านเรา) เนื้อตัน แน่น และไม่เป็นโพรง น้ำหนักผลเฉลี่ย 1.7-1.8 กิโลกรัม จากข้อมูลพบว่ามีวิตามินซีสูงถึง 4 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับสับปะรดพันธุ์อื่น ๆ เมื่อทานแล้วไม่กัดลิ้น สามารถทำให้คนทานได้มากขึ้น ปัจจุบันนี้สับปะรดพันธุ์ “MD2″ เป็นที่รู้จักและกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากและมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นในประเทศไทย

นอกจากนั้นยังมีไม้ผลอีก 2 ชนิดที่น่าสนใจและเป็นผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร คือ เรื่อง “มะพร้าวลูกผสมกะทิพันธุ์ชุมพร 84-1 และ 84-2″ ต่อไปเกษตรกรที่คิดจะปลูกมะพร้าวกะทิไม่ต้องเสี่ยงว่าผลผลิตจะเป็นกะทิหรือไม่ มะละกอพันธุ์ “ขอนแก่น 80″ สำหรับผู้บริโภคที่มีความต้องการที่จะบริโภคมะละกอสุกที่มีขนาดผลใหญ่ไม่มาก ผู้เขียนขอแนะนำว่ามะละกอพันธุ์ขอนแก่น 80 จัดเป็นมะละกอกินสุกที่มีรสชาติอร่อยมาก จะว่าไปแล้วอร่อยกว่าพันธุ์เรดมาลาดอล์ด้วยซ้ำไป

เนื่องในศุภวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2555 ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ดลบันดาลให้ท่านมีความสุข ประสบแต่สิ่งที่ดีงามและมีสุขภาพแข็งแรงตลอดไป

Posted in Uncategorized | Tagged , , | Comments Off

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้)

54

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) ได้แก่

1. ประกอบด้วยกรดอะมิโน 19 ชนิด (ปกติมี 20 ชนิด) แต่มีกรดอะมิโนครบทั้ง 9 ชนิด

2. มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องกายในปริมาณน้อย รวม 21 ชนิด ที่สำคัญได้แก่ สังกะสี เหล็ก ทองแดง แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส ซิลีเนียม และเจอร์มาเนียม ฯลฯ

3. มีวิตามินซีสูงกว่าส้ม 500 เท่า (เป็นพืชที่มีวิตามินิซีสูงเป็นอันดับสอง รองจาก คามู คามูเบอร์รี่)

4. มีวิตามิน บี1 บี2 บี6 และวิตามินอี

5. มีสารโพลี่แซคคาไรด์ 4 ชนิด : LBP-1, LBP-2, LBP-3, LBP-4

- ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอยู่ในสภาวะสมดุลดี

- ช่วยปรับความดันโลหิตให้ปกติ

- ช่วยให้น้ำตาลในเลือด และอินซูลินอยู่ในสภาวะสมดุล

- ช่วยลดน้ำหนัก โดยเสริมการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานแทนไขมัน

- ช่วยฟื้นฟูสภาพเซลล์ที่ถูกทำลายจากสารเคมีหรือรังสีให้สู่ปกติได้เร็วขึ้น

6. มีสารเจอร์มาเนี่ยม Germanium : Ge ที่อยู่ในสภาพอินทรีย์ (organic) ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง

7. มีสารซิแซนทิน(Zeaxanthin) มีสูงถึง162 มก./100 กรัมสูงกว่าสาหร่ายเกลียวทองประมาณ 5 เท่า

- ช่วยบำรุงสายตา และป้องกันแสงสีน้ำเงินที่ทำลายดวงตา

- ช่วยผู้มีอาการ ต้อลม ตาพร่า ตามัว ให้คืนสู่สภาพปกติ

8. เบต้า – ไซโตสเตอรอล (Beta – sitosterol)

- ช่วยลดคอเลสเตอรอลโดยการดูดซึมที่ลำไส้

- ช่วยลดอาการต่อมลูกหมากโต

- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพน้ำอสุจิให้แข็งแรง

9. ไซเพอโรน (Cyperone) ช่วยให้หัวใจและความดันทำงานได้ปกติ

10. ไฟซาลิน (Physalin) ช่วยกำจัดโรคร้าย ลิวคีเมีย (Leukemia)

11. บีรเทน (Betaine) เป็นสารประกอบที่ให้ตับใช้ ผลิตโคลีนซึ่งเป็นสารประกอบที่

- ช่วยให้มีความจำดี

- ช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเจริญเติบโต

- ช่วยป้องกันโรคตับ

12. สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในบรรดาผักและผลไม้อื่นๆ คือ มีค่า ORAC สูง 25,300 unite

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นคุณสามารถดื่มน้ำโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) เพื่อรักษาและป้องกันอาการต่างๆ ได้ เพราะน้ำโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) ก็คือ น้ำผลไม้ไม่ใช่ยา ไม่มีผลข้างเคียง ชาวจีนใช้กันมาเป็นเวลายาวนานกว่า 3,000 ปี

Posted in Uncategorized | Tagged , | Comments Off

โกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้)

8

ชื่อวงศ์:   DIPTEROCAPACEAE

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้)

ผลโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) คืออะไร?

ผลโกจิเบอร์รี่ หรือมีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Chinese Wolfberry ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทางเภสัชศาสตร์ว่าเป็นพืชในตระกูล Lyceum Barum มีแหล่งกำเนิดในประเทศจีน

ความสำคัญของผลโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้)

ผลโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในแถบเอเชียว่าเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยคุณค่าด้านสารอาหารมากที่สุด ผลโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) ใช้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางยาจีนแผนโบราณซึ่งได้มีการบันทึกในประวัติศาสตร์จีนเกือบ 2,000 ปี จากตำนานที่ไม่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานพบว่า โกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) เป็นพืชโบราณที่มีอายุมากว่าที่จดบันทึกไว้ราว 2,800 ปี ก่อนพุทธกาล

ผลโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) เป็นที่นิยมในประเทศในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอื่นๆ ในระดับแนวหน้าอุตสาหกรรมรมอาหารระดับโลก เพราะผลโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) อุดมไปด้วยคุณค่าด้านสารอาหารและการต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)

โกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) มีพลังแอนตี้ออกซิแดนซ์ (ต่อต้านอนุมูลอิสระจากการทำลายเซลล์และชะลอความชรามากที่สุดในโลก)

โกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) แต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน การค้นหาโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) ชนิดที่ดีเยี่ยมจริงๆ เช่นเดียวกับความหลากหลายของผลองุ่น คุณภาพของเหล้าไวน์ที่แตกต่างกันไป ผลโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) มีสายพันธุ์ต่างๆ มากถึง 41 สายพันธุ์ด้วยกันที่ปลูกในทิเบต ดร.Mindell ทราบดีว่าเขาต้องทุ่มเทวิเคราะห์สายพันธุ์โกจิหลายสิบสายพันธุ์เป็นอย่างมากเพื่อหาสายพันธุ์ที่ดีเยี่ยมเพียงสายพันธุ์เดียว ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับที่หมอรักษาชาวหิมาลัยโบราณเป็นผู้ค้นพบและได้รับการกล่าวขานยกย่องเป็นตำนานมาตั้งแต่สมัยโบราณ

จากการค้นคว้าและวิจัยของ Dr. Earl Mindell ได้ค้นพบว่าผลโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) ให้คุณค่าทางโภชนาการมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังพบประโยชน์ในงานวิจัยดังนี้

- ชะลอความชรา (Anti-aging)

- ควบคุมน้ำตาลในเม็ดเลือดแดง (Blood Builder)

- เสริมสร้างการทำงานของหัวใจ (Cardiovascular Support)

- เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย (Immunity System)

 

ประโยชน์มากมายจากอาหารที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โกจิเบอร์รี่ หรือ เก๋ากี้ รู้จักกันในทางวิทยาศาสตร์ว่า เป็นพืชในตระกูล Lycium Barbarum มีแหล่งกำเนิดในประเทศจีน ทิเบต

Posted in Uncategorized | Tagged , | Comments Off

ต้นตะขบ

25

ชื่อวงศ์ : TILIACEAE

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Muntingla calabura L.

ชื่อสามัญ : Calabura ,Jamalcan ,cherry ,jam tree

ชื่อพื้นเมืองอื่น : ครบฝรั่ง (สุราษฏร์ธานี)ตะขบ , ตะขบฝรั่ง(ภาคกลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ไม้ต้น ขนาดเล็ก (ExST) สูงประมาณ 5-7 เมตร เปลือกสีเทา กิ่งแผ่สาขาขนานกับพื้นดิน ตามกิ่งมีขนปกคลุม ขนนุ่ม และปลายเป็นตุ่ม ยอดอ่อนเมื่อจับดูรู้สึกเหนียวมือเล็กน้อย

ใบ เป็นใบเลี้ยงเดียว เรียงสลับแบบทแยงกัน ลักษณะใบรูปขอบขนานแกรมรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบข้างหนึ่งมน ข้างหนึ่งแหลม ขอบใบหยัก มีขนปกคลุมหนาแน่ เส้นใบมี 3-5 เส้น ด้านบนสีเขียวด้านล่างสีนวล ก้านใบยาว มีขน โคนก้านเป็นปม ๆ

ดอก ดอกเดี่ยว ๆ หรือเป็นคู่ เหมือนง่ามใบ เวลาบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ก้านดอกยาว มีขน กลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ ไม่ติดกัน สีเขียว รูปหอก ปลายแหลมเป็นหางยาว โคลนกลีบตัดด้านนอกมีขน ด้านในเกลี้ยง กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว รูปไข่กลับป้อม ๆ ย่น เกลี้ยง

ผล : ลักษณะลูกทรงกลม ผิวบางเรียบ ขนาด 1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกมีสีแดง รสหวาน

เมล็ด : มีลักษณะเล็ก ๆ จำนวนมาก

นิเวศวิทยา

มี ถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ ขึ้นทั่วไปตามพื้นที่ในเขตร้อน เกิดตามที่รกร้างว่างเปล่า หรือตามป่าโปร่งทั่วไป นิยมปลูกเป็นไม้ร่มเงาตามบ้านเรือน การปลูกและขยายพันธุ์ เป็นไม้กลางแจ้งที่ปลูกง่ายโตเร็ว เจริญเติบโตได้ดีในดินทั่ว ๆ ไปขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือต้นที่เกิดขึ้นใหม่

ประโยชน์ทางยา

รส และสรรพคุณในตำรายา

เปลือกต้น รสฝาด เป็นยาระบาย เพราะมีสารพวก Mucilage มากใบ รสฝาดเอียน ใช้ในการขับเหงื่อ ดอก รสฝาด แก้ปวดศีรษะ แก้หวัด ปวดเกร็งในทางเดินอาหาร ลดไข้ ต้มรวมกับสมุนไพรอื่น ๆ เอาน้ำดื่มเป็นยาขับระดู และแก้โรคตับอักเสบ ผล รสหวานเย็น มีกลิ่นหอมบำรุงกำลัง ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ ราก รสฝาด กล่อมเสมหะและอาจม

วิธีใช้และปริมาณที่ใช้

1. เป็นยาระบาย โดยใช้เปลือกต้นสด หรือแห้ง ประมาณ 1 ฝ่ามือสับเป็นชิ้นต้มในน้ำเดือด 1 ลิตร ประมาณ 15 นาที กรองเอาน้ำดื่ม ซึ่งในเปลือกจะมีสารพวก Mucilage มาก ซึ่งเป็นยาระบายที่ดี

2. แก้ปวดศีรษะ แก้หวัด ปวดเกร็งในระบบทางเดินอาหาร และลดไข้โดยใช้ดอกแห้ง 3-5 กรัม ชงเป็นน้ำชาดื่ม

ข้อควรทราบ

ผลสุกจะมีรสหวานเย็น กลิ่นหอม รับประทานแล้วจะเป็นยาบำรุงกำลังทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ

Posted in Uncategorized | Tagged , | Comments Off

กีวีนิวซีแลนด์ ผลไม้ของคนทั้งโลก

6

ความเป็นมาของกีวี

เรื่องราวของกีวีเริ่มต้นขึ้นเมื่อราวหนึ่งร้อยปีกว่ามาแล้วเมื่อมิสชันนารีชาวนิวซีแลนด์คณะหนึ่งเดินทางกลับมาจากประเทศจีน ในการเดินทางกลับมาครั้งนั้นพวกเขานำผลไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า ไชนิส กูสเบอร์รี (Chinese gooseberries) กลับมาด้วย และปลูกลงบนผืนดินของนิวซีแลนด์ครั้งแรกในปีพ.ศ.2407

ปัจจุบัน นิวซีแลนด์พัฒนาคุณภาพกีวีจนเป็นที่ต้องการของตลาดโลก สามารถส่งออกกีวีไปยังผู้บริโภคใน 70 ประเทศ เฉพาะยุโรปทวีปเดียวก็ทำสถิติขายได้ปีละ 1.5 ล้านล้านผล รวมทั้งส่งกีวีมาจำหน่ายยังประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย

ปี พ.ศ.2551 นิวซีแลนด์มีส่วนแบ่งทางการตลาดของการบริโภคกีวีในประเทศญี่ปุ่น 16%, เกาหลีใต้ 8%, จีนและฮ่องกง 6%, ไต้หวัน 5% และสหรัฐอเมริกา 4% แต่กว่าที่นิวซีแลนด์จะประสบความสำเร็จในการส่งออก ‘กีวี’ ไปทำตลาดในต่างประเทศได้มากขนาดนี้ เกษตรกรผู้ปลูกกีวีในนิวซีแลนด์ก็เคยประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเกษตรกรไทย

ผลไม้แห่งสารอาหารเพื่อสุขภาพ

นอกจากกระบวนการปลูกที่ปลอดสารพิษและไร้สารเคมี กีวีโดยตัวเองก็เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณค่าสารอาหารมากมายที่มีประโยชน์สำหรับคนทุกเพศทุกวัย มีข้อมูลและรายงานการวิจัยมากมายที่สนับสนุนคุณค่าของกีวีและการบริโภคกีวี ลิลลี่ ดรัมมอนด์ Food Science Advisor ที่ พลานท์ แอนด์ ฟู้ด รีเสิร์จ บรรยายว่า ในกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย (ซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราบริโภคอาหาร) จะเกิดอนุมูลอิสระที่เรียกว่า ‘ออกซิแดนท์’ ซึ่งทำให้เกิดความเสื่อมต่อเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย (ทำลาย DNA) เมื่อเซลล์เสื่อมก็ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานอื่นๆ ของร่างกายและเป็นสาเหตุให้เกิดโรคไม่พึงประสงค์ต่างๆ ขั้นต้นก็ผิวพรรณร่วงโรยไม่สดใส ร่างกายไม่กระปรี้กระเปร่า เกิดการอักเสบต่างๆ ไปจนถึงโรคหนักๆ อย่าง โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และมะเร็ง แต่กีวีได้ผ่านการวิจัยแล้วว่าเป็นผลไม้ที่มี วิตามินซี และ วิตามินอี ในสัดส่วนสูง ซึ่งวิตามินทั้งสองชนิดนี้เป็นสาร แอนตี้ออกซิแดนท์ (ตัวต้านออกซิแดนท์) ที่ทรงประสิทธิภาพมาก

# กีวี 100 กรัม ให้วิตามินซีสูงถึง 167% ของ RDA (Recommended Daily Allowance) ให้วิตามินซีมากกว่าการบริโภคแอปเปิล ส้ม กล้วย แครนเบอร์รี องุ่น ลูกแพร์ ทับทิม ในปริมาณที่เท่ากัน

# วิตามินอีในกีวีเป็นวิตามินอีที่อยู่ในแหล่งอาหารที่ปราศจากไขมัน จึงช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ในตัว ซึ่งหมายถึงการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจด้วย

นอกจากวิตามินสองชนิดนี้ กีวียังเป็นแหล่งสารอาหารอีกมากมาย เช่น

# โปตัสเซียม (331 มิลลิกรัม/กีวี 100 กรัม) ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหัวใจวาย โปตัสเซียมช่วยลดภาวะความดันโลหิตสูงได้ ผู้มีอายุต้องการโปตัสเซียมช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อและเส้นใยประสาท กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่มีโปตัสเซียมสูง แต่กล้วยหอม 100 กรัม ให้พลังงานสูงกว่ากีวีถึง 2 เท่า สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำคงเผาผลาญพลังงานไปได้ แต่สำหรับคนที่ขาดการออกกำลังกาย พลังงานส่วนเกินที่ได้รับมีผลต่อน้ำหนักตัวที่จะเพิ่มขึ้น

# ไฟเบอร์ (3.4 กรัม/กีวี 100 กรัม) ผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างสุขภาพดีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 38 ราย กลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารตามปกติ อีกกลุ่มรับประทานอาหารตามปกติเช่นกันและกินกีวีด้วยอัตรากีวี 1 ผล/น้ำหนักตัว 30 กิโลกรัม เป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่กินกีวีด้วยนั้นขับถ่ายสะดวกและสม่ำเสมอกว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารตามปกติอย่างเดียว ผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่ให้เส้นใยอาหาร (Fibre หน่วยกรัม/100 กรัม) เช่น ลูกแพร์ 2.2, แอปเปิล 1.8, ส้ม 1.7, กีวีสีทอง 1.4, กล้วยหอม 1.1,  กรัม, องุ่น 0.7

# โฟลเลต คือแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยในการแบ่งตัวของเซลล์ใหม่ (หมายถึงโครงสร้างร่างกายทั้งหมด) เช่น การสร้างอวัยวะทารกในครรภ์ การสร้างเม็ดเลือด การสร้างสารพันธุกรรมในร่างกาย คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ขาดโฟลเลตมีความเสี่ยงที่ทารกจะมีความพิการทางสมองและระบบประสาท กีวี 1 ผล ขนาด 76 กรัม มีโฟลเลต 19 ไมโครกรัม หรือ 5%ที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน (RDA)

# แมกนีเซียม (30 มิลลิกรัม/กีวี 100 กรัม) ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมไปใช้สร้างเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟันได้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของแมกนีเซียม กระดูกที่แข็งแรงช่วยให้ร่างกายทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้คล่องตัวขึ้น และมีความสุขกับชีวิตได้เต็มที่ แมกนีเซียมที่มีในผลไม้ชนิดอื่น (หน่วยมิลลิกรัม/100 กรัม) เช่น กล้วยหอม 34, กีวีสีทอง 14.5, ส้ม 10, องุ่นและลูกแพร์ 7, ส้ม 5

# ซิงก์ (zinc) แร่ธาตุชนิดนี้มีความสำคัญสำหรับเด็กหนุ่มและผู้ชายทุกคน เพราะเป็นแร่ธาตุที่ใช้สร้างฮอร์โมนเพศชาย (เทสโตสเตอโรน)

นักวิจัยในสหรัฐอเมริกายังพบด้วยว่า ผู้ที่กินกีวีพร้อมหรือกินหลังอาหาร – โดยเฉพาะหากอาหารมื้อนั้นเป็นอาหารที่มีไขมันมาก – แร่ธาตุในกีวีจะช่วยลดสภาวะที่ร่างกายมีอนุมูลอิสระมากจนสารต้านอนุมูลอิสระมีไม่เพียงพอได้ด้วย

Posted in Uncategorized | Tagged , | Comments Off

การปลูกและการดูแลรักษา สตรอเบอรี่

12

การปลูกและการดูแลรักษาสตรอเบอรี่ ( ในระบบไฮโดรโปรนิคส์ แบบปลูกในวัสดุปลูก )

ลักษณะทั่วไป

สตรอเบอรี่จัดเป็นพืชหลายปี แต่โดยทั่วไปจะปลูกปีเดียวแล้วจะมีการปลูกใหม่ในปีถัดไป ลักษณะการเจริญเติบโตจะแตกกอเป็นพุ่มเตี้ย สูงจากพื้นดิน 6-8 นิ้วทรงพุ่มกว้าง 8 -12 นิ้ว ระบบรากส่วนใหญ่อยู่ระดับลึกประมาณ 12 นิ้วจากผิวดิน ลำต้นปกติยาว 1 นิ้ว ความยาวของก้านใบขึ้นกับพันธุ์ ขอบใบหยัก ใบส่วนใหญ่ประกอบด้วย 3 ใบย่อยตาที่โคนของก้านใบจะพัฒนาเป็นตาดอกลำต้นสาขาไหลหรือพักตัว โดยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมดอกจะออกเป็นช่อ มีกลีบรองดอสีเขียวกลีบดอกสีขาวหรือชมพู เกสรตัวผู้สีเหลืองและเกสรตัวเมียเรียงอยู่บนฐานรองดอก ซึ่งฐานรองดอกนี้จะพัฒนาเป็นเนื้อของผลส่วนเมล็ดอยู่ติดกับผิวนอกของผล ผลมีหลายรูปทรง เช่น ทรงกลมทรงกลมแป้น ทรงกลมปลายแหลม ทรงแหลม ทรงแหลมยาวทรงลิ่มยาว และทรงลิ่มสั้น มีหลายขนาดขี้นอยู่กับพันธุ์ผลจะมีสีเขียวในระยะแรก และค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีขาว เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม รสเปรี้ยวอมหวานกลิ่นหอมน่ารับประทาน

พันธุ์

* พันธุ์เพื่อการบริโภคสด ได้แก่ พันธุ์พระราชทานเบอร์ 70 , 80 เบอร์50 และเบอร์20 , 329 เป็นต้น

* พันธุ์เพื่อการแปรรูป ได้แก่ พันธุ์พระราชทานเบอร์16 และเซลวา , 329

การขยายพันธุ์

การขยายพันธุ์สตรอเบอรี่ ทำได้หลายวิธีได้แก่

1. การใช้ไหล ขยายต้นไหลจากพันธุ์ที่สามารถให้ไหลได้ดี

2. การแยกต้น แยกต้นจากพันธุ์ที่ออกไหลไม่ดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกพันธุ์ป่า

3. การใช้เมล็ด ใช้ในกรณีที่มีการผสมพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่เกิดขึ้น

4. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นขบวนการผลิตต้นไหลที่ปลอดโรค และสามารถขยายพันธุ์ให้มีปริมาณต้นไหลเพิ่มขึ้น

อย่างรวดเร็ว

 

การปลูกและการดูแลรักษา

ควรปลูกในเดือนกันยายน – กลางเดือนตุลาคม โดยใช้ส่วนที่เรียกว่า ต้นไหลมาปลูก

 

ระยะปลูก

สำหรับระยะที่ใช้ปลูกจะใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 30 – 40 เซนติเมตร ระหว่างต้น 25 – 30 เซนติเมตร

 

วิธีการปลูก

ปลูกโดยการปลูกในวัสดุปลูกคือ ทรายหยาบ + แกลบดิบปลูกให้พอดีกับขนาดของต้นไม่ลึกเกินไป

ไม่ควรใส่ปุ๋ยเคมีตอนปลูกใหม่ เพราะอาจทำให้ระบบรากเสียหายและต้นตาย ได้ ควรปล่อยเฉพาะน้ำเปล่าๆ การปลูกต้นไหลนั้นระดับรอยต่อของรากและลำต้นจะต้องพอดีกับระดับของผิววัสดุปลูก ไม่ปลูกลึกหรือตื้นเกินไป

ถ้าปลูกลึก คือ ส่วนลำต้นจมอยู่ต่ำกว่าผิววัสดุปลูก หากเชื้อโรคเข้าทางยอดของลำต้นจะทำให้ยอดเน่า

ต้นเจริญเติบโตช้าและอาจถึงตายได้ ถ้าปลูกตื้น คือ ปลูกต้นไหลแล้วรากลอยขึ้นมาเหนือผิววัสดุปลูก ทำให้รากถูกอากาศและ

แห้ง ต้นเจริญเติบโตช้า ไม่สมบูรณ์ และอาจเป็นสาเหตุให้ต้นตายได้เช่นกัน การปลูกควรให้ขั้วไหลด้านที่เจริญมาจาก

ต้นแม่หันเข้ากลางแปลง เพื่อที่จะให้ผลสตรอเบอรี่ที่ผลิตออกมาอยู่ด้านนอกของแปลงได้รับแสงแดดเต็มที่

ทำให้รสชาติดี สะดวกในการเก็บเกี่ยวและลดปัญหาเรื่องโรคของผลได้ ปลูกหลุมละ 1 ต้น การใช้ต้นไหลที่ผ่าน การเกิดตาดอกจากพื้นที่สูงจะทำให้ได้ผลผลิตเร็ว และมีช่วงการเก็บเกี่ยวยาวนานขึ้น

เมื่อปลูกต้นไหลแล้ว ระยะตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงประมาณเดือนธันวาคม ต้นไหลบางพันธุ์จะผลิตส่วนไหลออก

มาเรื่อยๆ ให้เด็ดหรือตัดส่วนไหลออกให้หมดทุกต้น ไม่ควรเลี้ยงไหลไว้เพื่อใช้ปลูกต่อไป เพราะจะทำให้ต้น

ที่ย้ายปลูก (ต้นเดิมที่นำลงมาจากภูเขา)สร้างตาดอกรุ่นต่อมาช้าลง และทำให้ต้นโทรม ขาดความแข็งแรงได้

นอกจากนี้ยังจะกระทบกระเทือนต่อผลผลิตรวมทั้งแปลงอีกด้วย

 

การให้น้ำ + การให้ปุ๋ย

เนื่องจากเป็นการปลูกระบบไฮโดรโปรนิคส์ ทั้งน้ำและปุ๋ยจะมาพร้อมกันในระบบน้ำหยด ซึ่งควบคุมด้วยตัวตั้งเวลาให้น้ำวันละ 4 ครั้ง

 

การกำจัดวัชพืช

การปล่อยให้มีวัชพืชขึ้นในแปลงสตรอเบอรี่ จะมีผลทำให้ผลผลิตลดลงได้ เนื่องจากวัชพืชเป็นตัวแย่งน้ำแย่งอาหาร

ทั้งยังเป็นแหล่งสะสมโรคและแมลงที่จะระบาดทำความเสียหายให้แก่สตรอเบอรี่ด้วย เกษตรกรต้องหมั่นกำจัดวัขพืชอย่า

สม่ำเสมอ พร้อมทั้วตัดแต่งใบและลำต้นแขนงที่ไม่สมบูรณ์ออกทิ้ง ซึ่งแต่ละกอควรเก็บหน่อไว้ประมาณ 6 – 8 หน่อ

และอย่าทิ้งเศษพืชไว้ในแปลงปลูก เพราะจะทำให้เป็นที่สะสมโรค ควรเก็บเศษพืชอัดใส่ถุงปุ๋ยให้แน่นผูกปากถุงทิ้งไว้

เมื่อสลายตัวแล้วจะได้นำไปใช้เป็นปุ๋ยต่อไป

 

โรค แมลง และศัตรูพืช

สตรอเบอรี่เป็นพืชหนึ่งที่มีโรค แมลง และศัตรูรบกวนมาก นับตั้งแต่ระยะกล้าไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว

การป้องกันตั้งแต่ระยะแรกจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะโรคของสตรอเบอรี่บางโรคการป้องกันไม่ให้เกิดโรค

จะสามารถทำได้ง่ายกว่าการกำจัดหลังจากที่โรคระบาดทำความเสียหายแล้ว เช่น โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส

 

การป้องกันไม่ให้โรคและแมลงเข้าทำลายส่วนต่างๆของสตรอเบอรี่ทำได้หลายวิธี ได้แก่ การใช้พันธุ์ที่ต้านทานโรค

ใช้ต้นไหลที่แข็งแรงจากต้นแม่พันธุ์ที่ปลอดโรคและต้านทานโรค ซึ่งได้จากวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การจัดการเขต

กรรมที่ดี มีการให้น้ำและปุ๋ยอย่างถูกต้องเหมาะสม การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธี ก็จะสามารถลดปัญหาการเข้า

ทำลายของศัตรูสตรอเบอรี่ได้ระดับหนึ่ง ส่วนการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูสตรอเบอรี่นั้น เกษตรกรควรใช้เป็น

ทางเลือกสุดท้าย เพราะการใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้องและเหมาะสม จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพทั้งของเกษตรกร

และผู้บริโภค

โรคสตรอเบอรี่ที่สำคัญ

1.โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส จะแสดงอาการใบหงิก ย่น หรือมีอาการใบด่าง ใบผิดรูปร่าง ใบม้วนขึ้น ต้นเตี้ย แคระแกรน

ข้อสั้น ทรงพุ่มมีใบแน่นขนาดใบเล็กกว่าปกติ ต้นพืชอ่อนแอ ชะงักการเจริญเติบโตและทำให้ผลผลิตลดลง

พบว่าแมลงพวกปากดูด ได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ และไส้เดือนฝอยบางชนิดเป็นพาหะของโรค โรคนี้เมื่อเกิดแล้ว

ไม่สามารถรักษาให้หายได้ นอกจากการป้องกันโดยคัดเลือกกล้าที่ไม่เป็นโรค ซึ่งเกิดจากต้นแม่พันธุ์ที่ได้จากวิธีการ

เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาปลูก ทำการอบดินเพื่อทำลายไส้เดือนฝอยที่เป็นพาหะของโรคไวรัส กำจัดแมลงพวกเพลี้ยไฟ

เพลี้ยอ่อน ซึ่งเป็นพาหะของโรค เมื่อพบว่ามีต้นที่แสดงอาการผิดปกติดังกล่าวให้ขุดออกไปเผาทำลายทันที

และการบำรุงพืชให้แข็งแรงอยู่เสมอจะช่วยต้านทานเชื้อโรคได้

 

การป้องกันกำจัดแมลงพาหะของเชื้อไวรัส

* ใช้สารสกัดสะเดา ฉีดพ่นเพื่อขับไล่และยับยั้งการกินอาหาร การเจริญเติบโตของแมลง ได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ

* ใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลือง วิธีการนี้สามารถดักจับตัวเต็มวัยของแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยไฟ ผีเสื้อต่างๆที่เป็นตัวแก่

ของศัตรูพืช ทำให้ลดปริมาณศัตรูพืชลงได้

 

สูตรผสมของกาวเหนียว

1. น้ำมันละหุ่ง 150 ซีซี.

2. ยางสน 100 กรัม

3. ขี้ผึ้งคาร์นาว่า 10 – 12 กรัม

 

วิธีทำ นำน้ำมันละหุ่งมาใส่ภาชนะตั้งไฟให้ร้อน มีไอขึ้นที่ผิวหน้า แล้วจึงทยอยใส่ผงยางสนและขี้ผึ่งคาร์นาว่าลงไป

ใช้ไม้พายคนให้เข้ากันจนละลายหมด ใช้เวลาประมาณ 5 นาที อย่าใช้ไฟแรงนักเพราะจะทำให้ยางสนไหม้ หลังจากนั้น

ยกภาขนะลงวางในถังหรือกาละมังที่ใส่น้ำแข็งทุบเป็นก้อนเล็กๆ เพื่อให้ได้รับความเย็นอย่างรวดเร็ว จากนั้นบรรจุใส่

ภาขนะปิดฝาให้แน่นเก็บไว้ใช้งาน

 

วิธีใช้ ใช้ภาชนะที่ใช้แล้ว เช่น กระป๋องน้ำมันเครื่องหรือแผ่นพลาสติกสีเหลือง (สีเหลืองจะช่วยดึงดูดแมลงตัวเต็มวัย

ให้บินเข้ามาติดกับดักและตาย) หุ้มด้วยพลาสติกใส เพื่อสะดวกในการเปลี่ยนกาวเมื่อกาวแห้งหรือปริมาณของแมลง

หนาแน่น ทากาวเหนียวด้วยแปรงทาสีให้รอบ แล้วใช้แผ่นเหล็กหนาครึ่งหุนขนาด 1*3 นิ้ว ปาดกาวให้กาวติดบางที่สุด

ไม่ให้ไหลเยิ้มเพื่อเป็นการประหยัดกาวที่ใช้

 

กาววางกับดักกาวเหนียวสีเหลือง ควรวางให้อยู่ระดับสูงเหนือยอดต้นสตรอเบอรี่ประมาณ 1 ฟุต ในฤดูหนาวซึ่งมีการ

ระบาดของแมลงน้อย อาจวางกับดัก 15 – 20 กับดัก/ไร่ แต่ในฤดูร้อนและฤดูฝน ซึ่งจะมีการระบาดของแมลงศัตรูพืช

ครวางกับดัก 60 -80 กับดัก/ไร่

2. โรคแอนแทรคโนส (โรคกอเน่า) เกิดจากเชื้อราคอลเล็คโตตริคัม จะแสดงอาการเริ่มจากแผลเล็กๆสีม่วงแดงบนไหล แล้วลุกลามไปตลอดความยาวของสายไหล แผลที่ขยายยาวมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลรอบนอกของแผลเป็นสีเหลืองอมชมพูซีด แผลที่แห้งเป็นสีน้ำตาลทำให้เกิดรอยคอดของไหลบริเวณที่เป็นแผลต้นไหลอาจจะยังไม่ตาย แต่เมื่อย้ายต้นไหลที่มีการติดเชื้อลงมาปลูกบริเวณพื้นราบ หากสภาพอากาศเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเขื้อ(อากาศร้อนชื้น) สตรอเบอรี่จะแสดงอาการใบเฉาและต่อมาจะเหี่ยวอย่างรวดเร็วพบว่าเนื้อเยื่อส่วนกอด้านในมีลักษณะเน่าแห้ง มีสีน้ำตาลแดง หรือบางส่วนเป็นแผลขีดสีน้ำตาลแดง และต้นจะตายในที่สุด โรคนี้สามารถเกิดที่ผลสตรอเบอรี่ได้ด้วย พบอาการเป็นแผลลักษณะวงรี สีน้ำตาลเข้ม แผลบุ๋มลึกลงไปในผิวผล เมื่ออากาศชื้นสามารถมองเห็นหยดสีส้ม ซึ่งเป็นกลุ่มของสปอร์ขยายพันธุ์ของเชื่อราอยู่ในบริเวณแผลการป้องกันกำจัด ในฤดูกาลผลิตผลสตรอเบอรี่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน ควรวางแผนจัดการในการผลิตต้นไหลให้ปราศจากเชื้อโรคทั้งที่เป็นอาการแบบต่างๆของโรคแอนแทรคโนสที่ปรากฎให้เห็น ได้แก่ อาการโรคใบจุดดำขอบใบไหม้ แผลบนก้านใบ และแผลบนสายไหลตลอดจนต้นไหลที่มีการติดเชื้อแบบแฝงโดยที่ต้นไหลยังแสดงอาการปกติ แต่จะตายเมื่อมรการย้ายลงมาปลูกบริเวณพื้นที่ราบ ในสภาพอากาศเหมาะสมกับการเจริญของเชื้อ

3.โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรารามูลาเรีย โรคนี้จะปรากฎกับต้นแม่และต้นกล้า พบอาการระบาดรุนแรงในแปลงที่ปลูกกันมานาน การควบคุมโรคไม่ดีพอ แปลงที่มีวัชพืชมาก อาการเริ่มแรกจะเห็นแผลขนาดเล็กสีม่วงแก่บนใบต่อมาแผลขยายขนาด รอบแผลสีม่วงแดง กลางแผลสีน้ำตาลอ่อนถึงขาวหรือเทา แผลค่อนข้างกลมคล้ายตานกสีอาจเปลี่ยนไปบ้างแล้วแต่ความรุนแรงของโรคและการตอบสนองของพืช อาการอาจปรากฎบนก้านใบหรือบางครั้งพบอาการที่ผลด้วย

การป้องกันกำจัด ถ้าพบอาการของโรคที่ใบให้เด็ดใบที่เป็นโรคออกแล้วนำไปเผาทำลาย อย่าทิ้งไว้บริเวณแปลงปลูกเพราะจะทำให้เป็นแหล่งสะสมของโรคต่อไป บำรุงพืชให้แข็งแรงในระยะปลูกเพื่อผลิตไหล อย่าปล่อยให้วัชพืชขึ้นรก

เพราะวัชพืชเป็นแหล่งอาศัยของโรค ควรดูแลความสะอาดของแปลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน

4. โรคเหี่ยว เป็นผลมาจากอาการรากเน่าโคนเน่า ซึ่งเกิดจากเชื้อราไฟทอปทอร่า จะพบการตายของราก โดยเริ่มจากปลายรากแล้วลุกลามต่อไปรากแขนงจะเน่าบริเวณท่อน้ำท่ออาหารเป็นสีแดง อาการเน่าสามารถลามขึ้นไปจนถึงโคนต้น ถ้าหากอาการไม่รุนแรงพืชจะแสดงอาการเพียงแคระแกรน แต่ถ้าอาการรุนแรงจะเหี่ยวทั้งต้นใบเป็นสีเหลืองจนถึงสีแดง และทำให้พืชตายได้ภายใน 2 – 3วัน เมื่อถอนต้นดูพบว่าก้านใบจะหลุดออกจากกอได้ง่ายท่อลำเลียงภายในรากถูกทำลายจนเน่าทั้งหมด

การใช้สารเคมีควบคุมโรคสตรอเบอรี่สารฆ่าเชื้อราส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายหรือมีน้อยมากต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยง แต่บางชนิดอาจมีอาการระคายเคืองต่อผิวหนัง(ผู้ฉีดพ่นสารเคมี) และบางชนิดอาจมีผลต่อการเกิดเซลมะเร็ง (ผู้บริโภค) ซึ่งยังไม่เป็นที่ทราบกันแต่ชัด ดังนั้นการใช้สารเคมีจึงต้องทำด้วยความระมัดระวังในช่วงใกล้เก็บเกี่ยว โดยเลือกชนิดที่ไม่ปรากฎคราบของสารบนผลและดูค่าความปลอดภัยจาก LD50 (คือ ค่าของระดับความเป็นพิษที่หนูตาย 50 เปอร์เซนต์ (มก./กก.ของน้ำหนักตัว)

สารที่มีค่าLD50 ต่ำจะเป็นสารที่มีพิษร้ายแรงกว่าสารที่มีค่า LD50 สูง) ในการฉีดพ่นทุกครั้ง?ศัตรูสตรอเบอรี่ที่สำคัญ

1. ไรสองจุด เป็นศัตรูที่สำคัญของการผลิตผลสตรอเบอรี่ ไรจะดูดน้ำเลี้ยงจากใบสตรอเบอรี่โดยเฉพาะบริเวณใต้ใบทำให้ผิวใบบริเวณที่ไรดูดทำลายมีลักษณะกร้าน ใต้ใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ผิวใบด้านบนจะเห็นเป็นจุดด่างขาวเล็กๆกระจายอยู่ทั่วไป เมื่อการทำลายรุนแรงขึ้น จุดด่างขาวเล็กๆเหล่านี้จะค่อยๆแผ่ขยายติดต่อกันไปเป็นบริเวณกว้างจนทำให้ทั่วทั้งใบมีลักษณะเหลืองซีด ใบร่วง เป็นผลทำให้สตรอเบอรี่ชงักการเจริญเติบโต ต้นแคระแกรนให้ผลผลิตน้อยลง พบระบาดมากในสภาพอากาศแห้งความชื้นต่ำไรสองจุดความสูญเสียระดับเเศรษฐกิจเนื่องจากการทำลายของไรสองจุดบนใบสตรอเบอรี่ในหน้าหนาว คือ 20 -25 ตัว/ใบแต่ในหน้าร้อนจะอยู่ที่ 50 ตัว/ใบ การป้องกันให้ใช้สารฆ่า”รโปรปาไจท์ ฉีดพ่นในช่วงที่ไม่มีแสงแดดจัดและควรสลับชนิดของสารฆ่าไรเพื่อป้องกันการดื้อยา ไม่ควรใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบครอบจักรวาลให้เลือกใช้สารที่จำเพาะเจาะจงและเป็นสารที่มีพิษย้อยต่อตัวห้ำตัวเบียน ศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของไรสองจุดที่พบในแปลงสตรอเบอรี่ ได้แก่ ไรตัวห้ำ ซึ่งมีรายงานค้นพบว่ามีประสิทธิภาพสามารถควบคุมไรสองจุดได้ดีนอกจากนั้น การให้น้ำแบบใช้สปริงเกอร์จะช่วยลดประชากรไรได้ เพราะจะเป็นการชะล้างไรให้หลุดจากใบพืช ชะล้างฝุ่นละอองที่ไรชอบหลบอาศัยอยู่ และเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้ชุ่มชื้น เหมาะกับการอยู่อาศัยของศัตรูธรรมชาติของไร หมั่นทำความสะอาดแปลง ไม่ให้มีวัชพืชขึ้นในแปลงปลูก และไม่ควรปลูกพืชผักโดยเฉพาะ เช่น กระเทียมขึ้นฉ่าย แซมในแถวปลูกสตรอเบอรี่ เพราะเป็นการเพิ่มพืชอาศัยให้ไรสองจุด

2. หนอนด้วงขาว เป็นหนอนของด้วงปีกแข็ง ตัวสีขาว ปากมีลักษณะปากกัด สีน้ำตาลอ่อน เจริญเติบโตจากไข่ที่อยู่ใต้ดิน จะเริ่มกัดกินรากสตรอเบอรี่ในช่วงปลายฤดูฝน ทำให้รากไม่สามารถดูดน้ำได้ เมื่อใบคายน้ำจึงทำให้ใบเหี่ยวรูใบปิด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่สามารถฟุ้งกระจายเข้าสู่ใบ การสังเคราะห์แสงจะลดลง ทำให้ต้นสตรอเบอรี่อ่อนแอชงักการเจริญเติบโต เมื่อพบอาการดังกล่าวให้ขุดหาหนอนแล้วทำลาย ในการเตรียมแปลงให้ย่อยดินให้ละเอียดโดยเฉพาะพื้นที่เปิดใหม่ใกล้ป่าหรือใกล้กองปุ๋ยหมัก ใช้สารเคมีประเภทคลอร์ไพริฟอสราดบริเวณที่พบสารเคมีดังกล่าวเป็นสารเคมีกำจัดแมลงประเภทสัมผัสและกินตาย มีพิษตกค้าง 20 – 25 วันในดินหนอนด้วงขาว

3. เพลี้ยอ่อน เป็นแมลงปากดูด จะดูดน้ำเลี้ยงของใบ ก้านใบ ด้านท้ายลำตัวเพลี้ยอ่อนมีท่อยื่นออกมา 2 ท่อใช้ปล่อยสารน้ำหวานเป็นอาหารของเชื้อรา ทำให้พืชสกปรกเกิดราดำ พืชสังเคราะแสงได้ลดลงทำให้ชงักการเจริญเติบโต ใบหงิกย่น เพลี้ยอ่อนจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มตามส่วนยอดช่อดอกและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วนอกจากศัตรูดังกล่าวแล้ว บางพื้นที่ยังพบว่าทากและหนูเป็นศัตรูสำคัญที่เข้าทำลายผลสตรอเบอรี่ได้การติดดอกออกผล และ การเก็บเกี่ยวต้นสตรอเบอรี่จะเริ่มแทงช่อดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงและช่วงแสงของวันสั้นเข้า คือประมาณหนึ่งเดือนหลังจากปลูก เมื่อดอกบานมีการผสมเกสรแล้วประมาณหนึ่งเดือน ผลจะเริ่มทยอยแก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ โดยผลสุกมากที่สุดในช่วงเดือนมีนาคมและจะวายประมาณปลายเดือนเมษายนสตรอเบอรี่นอกจากเป็นอาหารแล้วยังใช้เป็นสมุนไพรได้ เนื่องจากผลสตรอเบอรี่อุดมด้วยวิตามินซีและธาตุเหล็กมีคุณประโยชน์ต่อระบบเลือดและหัวใจ ลูกสีแดงสดอุดมด้วยซูเปอร์ไฟเบอร์เพคติน ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลได้ระดับหนึ่ง นอกจากนั้นยังช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก มีสรรพคุณเป็นยาระบายอย่างอ่อน ยาขับปัสสาวะและสามารถยับยั้งสารก่อมะเร็งกลุ่มไนโตรซามึนได้ (สารกลุ่มนี้กระตุ้นการเกิดมะเร็งในลำไส้)เนื่องจากมีโพลีฟินอลปริมาณสูง

Posted in Uncategorized | Tagged , , | Comments Off